เข้าสู่ระบบ

อีเมล / Username

รหัสผ่าน

​

ยังไม่มีบัญชี?


เข้าระบบด้วยบัญชี

google
line

แท็กที่ค้นหา "CPLeadershipInstitute"

3 รายการที่พบ

articleImage287
Recommended
CPLI
เปลี่ยนประสบการณ์ของคน สู่ความรู้ขององค์กร
30 ก.ย. 2569
60
0
ผู้นำจะเปลี่ยน Tacit Knowledge ให้กลายเป็นองค์ความรู้ที่ส่งต่อได้อย่างไร? ทุกองค์กรมีคนที่มากด้วยประสบการณ์จากการทำงานจริง ผ่านทั้งความสำเร็จ ความผิดพลาด การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา จนเกิดเป็น Tacit Knowledge หรือความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคล ทั้งเทคนิคในการทำงาน วิธีที่ได้ผล และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่ความรู้เหล่านี้ไม่ควรจบอยู่กับคนเพียงคนเดียว สิ่งสำคัญคือการนำประสบการณ์กลับมาทบทวนและสกัดว่า อะไรคือสิ่งที่ทำได้ผล มีทีเด็ดอะไร เคยผิดพลาดตรงไหน และมีบทเรียนอะไรที่ควรส่งต่อ ซึ่งเป็นหัวใจของ Knowledge Management (KM) ที่เปลี่ยนความรู้ของบุคคลให้เป็นองค์ความรู้ที่ผู้อื่นสามารถเรียนรู้ นำไปใช้ และต่อยอดได้ ผู้นำไม่ได้มีหน้าที่แค่สร้างผลงาน แต่ต้องสร้างคนและส่งต่อความรู้ ในหลักสูตรพัฒนาผู้นำของ CPLI ผู้เข้าร่วมที่รับบทบาทเป็น เถ้าแก่ จะได้เรียนรู้จากการทำธุรกิจจริง ตั้งแต่รับเป้าหมาย วางกลยุทธ์ ลงมือทำ ตัดสินใจ แก้ปัญหา ไปจนถึงรับผิดชอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แต่การเรียนรู้ไม่ได้จบลงเมื่อธุรกิจสร้างผลลัพธ์ ทุก 3 เดือน เถ้าแก่จะต้องกลับมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น และส่งมอบองค์ความรู้คืนสู่องค์กร โดยแบ่งบทเรียนออกเป็น 2 ประเภท บทเรียนจากความสำเร็จ (Success Lesson) ถอดสิ่งที่ทำสำเร็จออกมาให้เห็นว่า ทำอย่างไร อะไรคือวิธีหรือเทคนิคสำคัญ และคนอื่นจะนำไปใช้ต่อได้อย่างไร บทเรียนจากข้อผิดพลาด (Failure Lesson) ถอดปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมวิธีป้องกันหรือแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดแบบเดิมซ้ำ เพราะการเล่าว่า เกิดอะไรขึ้น ยังไม่ใช่องค์ความรู้ สิ่งสำคัญคือการสกัดให้ได้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นสอนอะไรเรา และคนอื่นจะนำบทเรียนนี้ไปใช้ต่อได้อย่างไร 7 ขั้นตอน เปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นองค์ความรู้ CPLI ออกแบบกระบวนการจัดการความรู้ตั้งแต่ประสบการณ์ของคน ไปจนถึงการนำความรู้กลับไปใช้จริง ผ่าน 7 ขั้นตอน Experience: เริ่มจากประสบการณ์จริงมองหาบทเรียนจากความสำเร็จ ความผิดพลาด การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำงานจริง Capture: สกัดสิ่งที่ได้เรียนรู้ค้นหาวิธีคิด วิธีทำ เทคนิค หรือบทเรียนสำคัญที่ซ่อนอยู่ในประสบการณ์นั้น Categorize: จัดหมวดหมู่ความรู้จัดองค์ความรู้ตามหมวดหมู่ เพื่อให้ง่ายต่อการสร้างองค์ความรู้ การค้นหา และการนำไปใช้ Create: เรียบเรียงให้น่าเรียนรู้เปลี่ยนบทเรียนจากหน้างานให้เป็นเนื้อหาที่คนอื่นอ่านแล้วเข้าใจทั้งที่มา วิธีทำ และสิ่งที่ได้เรียนรู้ Check: ตรวจสอบคุณภาพทบทวนด้วย 4 คำถามสำคัญ คือ ถูกต้องไหม น่าสนใจไหม เข้าใจง่ายไหม และนำไปใช้ได้จริงไหม Share: ส่งต่อความรู้เผยแพร่องค์ความรู้ผ่านระบบ CPLI Learning Space เพื่อให้คนในองค์กรเข้าถึงและเรียนรู้ได้ Impact: นำไปใช้และต่อยอดเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การมีความรู้เก็บไว้ในระบบ แต่คือการทำให้คนเรียนรู้ นำไปใช้ และสร้างผลลัพธ์ใหม่จากความรู้นั้น องค์ความรู้ที่ดี ต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพ CPLI มีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพก่อนเผยแพร่ โดย Mentor ช่วยทบทวนความครบถ้วนและความถูกต้องของเนื้อหา ก่อนส่งต่อให้ KM Committee ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจากแต่ละกลุ่มธุรกิจ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งวิธีการ ผลลัพธ์ และการนำไปประยุกต์ใช้ หากยังไม่ผ่านเกณฑ์ จะมีข้อเสนอแนะเพื่อนำกลับไปปรับปรุง กระบวนการนี้ช่วยให้ KM ไม่ใช่เพียง เรื่องเล่าจากประสบการณ์ แต่เป็น องค์ความรู้ที่มีคุณภาพและคนอื่นนำไปใช้ต่อได้จริง ทำอย่างไรให้การส่งต่อความรู้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง? การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแค่บอกให้ทุกคนแบ่งปันความรู้ แต่ต้องมีระบบที่ทำให้การทบทวน สกัด และส่งต่อความรู้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ CPLI จึงกำหนดรอบการส่งมอบ KM ทุกไตรมาส พร้อมสนับสนุนตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การให้ความรู้เรื่อง KM วิธีสกัดบทเรียน เกณฑ์การพิจารณา ขั้นตอนการส่งผ่านระบบ ไปจนถึงการจัดช่วงทบทวนและตอบคำถามให้กับเถ้าแก่ Mentor และ KM Committee ปัจจุบันมีองค์ความรู้มากกว่า 10,000 เรื่อง ในระบบ เพื่อให้บุคลากรและเถ้าแก่รุ่นต่อไปสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานของตนเอง เพราะคุณค่าของ KM ไม่ได้อยู่ที่ว่า องค์กรเก็บความรู้ไว้ได้มากแค่ไหน แต่อยู่ที่ความรู้เหล่านั้น ถูกส่งต่อและนำไปใช้ประโยชน์ได้มากแค่ไหน เมื่อประสบการณ์ของคนหนึ่งคนกลายเป็นบทเรียนให้คนอีกหลายคนได้เรียนรู้ คนรุ่นต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่สามารถนำองค์ความรู้ที่มีไปต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น และทำให้ความรู้เติบโตไปพร้อมกับคนและองค์กร
อ่านเพิ่มเติม
articleImage312
CPLI
เปลี่ยนพนักงานให้เป็นกระบอกเสียงขององค์กร
16 ต.ค. 2569
3
0
Employee Voice เมื่อเรื่องราวขององค์กร ถูกเล่าผ่านเสียงของคนใน ในยุคที่ทุกคนสามารถเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ได้ การสื่อสารเรื่องราวขององค์กรไม่จำเป็นต้องมาจากช่องทางทางการเพียงอย่างเดียว เพราะพนักงานเองก็สามารถเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ช่วยถ่ายทอดเรื่องราว วัฒนธรรม และคุณค่าขององค์กรออกไปได้ แต่การสร้าง Employee Voice ไม่ใช่เพียงการชวนพนักงานมาโพสต์หรือทำคอนเทนต์ สิ่งสำคัญคือการทำให้พนักงานเข้าใจสิ่งที่องค์กรต้องการสื่อสาร มีทักษะในการถ่ายทอด และรู้จักใช้เสียงของตัวเองอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ นี่คือแนวคิดเบื้องหลัง C.P. SUPER KOL โครงการจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย CPLI ที่พัฒนาพนักงานให้เป็นกระบอกเสียงขององค์กร ผ่านการเรียนรู้ทักษะการสื่อสาร การสร้างคอนเทนต์ และการถ่ายทอดค่านิยมองค์กรในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย พร้อมสร้างเครือข่ายพนักงานจากหลากหลายกลุ่มธุรกิจให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรร่วมกัน จาก Employee สู่ Employee Voice ต้องเริ่มจากการ เข้าใจ ก่อน เล่า การเป็นกระบอกเสียงที่ดีไม่ได้เริ่มจากการมีกล้องดี พูดเก่ง หรือมีผู้ติดตามจำนวนมาก แต่เริ่มจากการ เข้าใจเรื่องที่ต้องการสื่อสารก่อน พนักงานต้องเข้าใจทั้งค่านิยม วัฒนธรรม และตัวตนขององค์กร แล้วจึงนำสิ่งเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริงของตัวเอง เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวที่คนอื่นเข้าใจและรู้สึกเชื่อมโยงได้ C.P. SUPER KOL จึงไม่ได้กำหนดให้ทุกคนเล่าเรื่องในรูปแบบเดียวกัน แต่เปิดพื้นที่ให้เรื่องราวมีความหลากหลาย ตั้งแต่ ชีวิตการทำงาน นวัตกรรม ไปจนถึงความยั่งยืน ขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงกลับมาที่ค่านิยมขององค์กร และแปลงแนวคิดเหล่านั้นให้กลายเป็นเรื่องราวหรือพฤติกรรมที่จับต้องได้ เพราะค่านิยมองค์กรจะมีความหมายมากขึ้น เมื่อคนไม่ได้เพียง จำได้ แต่สามารถ มองเห็น เชื่อมโยง และเล่าผ่านประสบการณ์จริงของตัวเองได้ ทักษะการสื่อสาร ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่ฝึกฝนได้ หลายคนอาจคิดว่าการเป็น KOL ต้องเป็นคนพูดเก่ง กล้าแสดงออก หรือทำคอนเทนต์เป็นอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริง การสื่อสารและการเล่าเรื่องเป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้ C.P. SUPER KOL จึงออกแบบการเรียนรู้ให้พนักงานได้ทั้งเรียนรู้จาก Influencer และผู้มีประสบการณ์ ฝึกสร้างคอนเทนต์ ลงมือผลิตและเผยแพร่จริง รวมถึงเรียนรู้ผ่านโจทย์และการแข่งขัน เมื่อได้ลงมือทำจริง พนักงานไม่ได้เรียนรู้เพียงวิธีถ่ายคลิปหรือใช้ Social Media แต่ยังได้ฝึกคิดว่า จะทำเรื่องยากให้เข้าใจง่ายได้อย่างไร จะเล่าเรื่องให้กระชับและน่าสนใจอย่างไร และจะทำให้สิ่งที่สื่อสารสร้างคุณค่าให้กับคนดูได้อย่างไร จากพนักงานที่อาจไม่เคยทำคอนเทนต์เกี่ยวกับงาน จึงสามารถค่อย ๆ พัฒนาความกล้า ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการสื่อสารที่นำกลับไปใช้กับการทำงานด้านอื่นได้เช่นกัน Employee Voice ที่ดี ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ การมีพื้นที่และเครื่องมือในการสื่อสาร หมายความว่าพนักงานมีโอกาสส่งเสียงได้ไกลขึ้น แต่ยิ่งเสียงไปได้ไกลเท่าไร ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่สื่อสารก็ยิ่งสำคัญขึ้น การเป็น KOL จึงไม่ได้วัดจากยอด Like ยอด View หรือจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึง ความถูกต้อง ประโยชน์ของเนื้อหา และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้รับสาร แนวคิดของ C.P. SUPER KOL จึงให้ความสำคัญกับการเป็น Ethical KOL ที่สื่อสารข้อมูลอย่างถูกต้อง ใช้ทักษะการเล่าเรื่องเพื่อส่งต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ และสร้างอิทธิพลเชิงบวกต่อคนรอบข้างและสังคม เพราะในโลกที่ใครก็สามารถสร้างคอนเทนต์ได้ สิ่งที่ทำให้ เสียง หนึ่งมีคุณค่า ไม่ใช่แค่มีคนได้ยินมากแค่ไหน แต่คือ สิ่งที่พูดออกไปมีความน่าเชื่อถือและสร้างประโยชน์ได้มากแค่ไหน จากเสียงของพนักงาน สู่เครือข่ายเสียงขององค์กร หัวใจของ Employee Voice ไม่ใช่การทำให้พนักงานทุกคนกลายเป็น Influencer แต่คือการสร้าง คนที่เข้าใจองค์กร มีทักษะในการสื่อสาร และรู้ว่าจะใช้เสียงของตัวเองสร้างคุณค่าอย่างไร เมื่อพนักงานจากหลากหลายธุรกิจได้มาเรียนรู้ ทดลองทำ Mission และทำกิจกรรมร่วมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาทักษะของแต่ละคน แต่ยังช่วยสร้างเครือข่าย C.P. SUPER KOL ที่สามารถแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และช่วยกันถ่ายทอดเรื่องราวขององค์กรผ่านมุมมองและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน การสื่อสารจึงไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเป็นข้อความที่ส่งออกจากส่วนกลางเพียงทางเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรผ่านเรื่องราวจริงของตัวเอง กระบอกเสียงที่ทรงพลังขององค์กร อาจไม่ใช่เสียงที่ดังที่สุด แต่คือเสียงจากคนข้างในที่เข้าใจองค์กร เล่าเรื่องได้อย่างจริงใจ และสื่อสารอย่างรับผิดชอบ เมื่อเสียงเหล่านี้เชื่อมต่อกัน ก็สามารถช่วยให้ค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรถูกส่งต่อผ่านคนจริง ๆ ในองค์กรได้อย่างเป็นธรรมชาติ
อ่านเพิ่มเติม
articleImage311
CPLI
เมื่อ AI เก่งขึ้น ผู้นำต้องเก่งอะไร?
16 ต.ค. 2569
3
0
AI ช่วยคิดได้ แต่ผู้นำยังต้องเป็นคนตัดสินใจ เมื่อ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล มองแนวโน้ม และสร้างทางเลือกได้มากขึ้น ความท้าทายของผู้นำจึงไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ว่า จะใช้ AI อย่างไร แต่ต้องรู้ว่า เรื่องไหนควรให้ AI ช่วย และเรื่องไหนยังต้องอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์ แนวคิดสำคัญของ Transformative Leader Program (TLP) หลักสูตรพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงของ CPLI คือการสร้าง Bionic Leaders ผู้นำที่สามารถผสานเทคโนโลยีในการขยายขีดความสามารถของมนุษย์ มอง AI เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพของผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจแทน โดยสิ่งที่ยังคงเป็นบทบาทสำคัญของมนุษย์คือ Values, Judgment, Ethics และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ มองให้ไกลขึ้น แต่ตัดสินใจด้วยวิจารณญาณ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ผู้นำต้องสามารถมองเห็นความเป็นไปได้หลายทาง และพร้อมปรับกลยุทธ์เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป AI สามารถเข้ามาช่วยขยายมุมมอง วิเคราะห์ข้อมูล ความเสี่ยง และทางเลือกต่าง ๆ เพื่อให้ผู้นำเห็นภาพรอบด้านขึ้น แต่ข้อมูลไม่ได้ตัดสินใจแทนคน ผู้นำยังต้อง ตีความ เลือกทิศทาง และรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง หัวใจจึงอยู่ที่การแยกให้ออกว่า อะไรคือ AI Insight และอะไรต้องใช้ Human Judgment ใช้ AI พัฒนาคน โดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ เมื่อ AI เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารและพัฒนาคน เรื่องความไว้วางใจยิ่งสำคัญ AI สามารถช่วยให้ผู้นำมองเห็นข้อมูลเกี่ยวกับจุดแข็ง จุดที่ควรพัฒนา หรือช่วยสนับสนุนการวางแผนพัฒนารายบุคคลได้ แต่การ Coaching การให้ Feedback และการเข้าใจความต้องการของแต่ละคน ยังคงต้องอาศัย Empathy และวิจารณญาณของผู้นำ ผู้นำจึงต้องรู้ทั้ง ศักยภาพและขอบเขตของ AI รวมถึงระวังเรื่อง Bias ความโปร่งใส และผลกระทบต่อความไว้วางใจของคนในทีม ใช้เทคโนโลยีเร่งการเปลี่ยนแปลง แต่ให้คนเป็นผู้เลือก AI ยังสามารถเป็นตัวช่วยให้ผู้นำมองการเปลี่ยนแปลงได้รอบด้านขึ้น ตั้งแต่การทำความเข้าใจแรงต้านและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไปจนถึงการช่วยขยายไอเดียและมองหาโอกาสใหม่ ๆ แต่การมีไอเดียจำนวนมากไม่ได้แปลว่าจะเกิดนวัตกรรม สิ่งสำคัญคือ Human Judgment ที่ใช้เลือก ตัดสิน และพัฒนาไอเดียให้เชื่อมโยงกับกลยุทธ์และสร้างคุณค่าได้จริง ขณะเดียวกัน ผู้นำต้องสร้างพื้นที่ให้ทีมกล้าทดลอง เรียนรู้จากสิ่งที่ไม่เป็นไปตามแผน และนำบทเรียนกลับมาปรับปรุง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีเปลี่ยน แต่หัวใจของการเป็นผู้นำยังอยู่ที่คน แนวคิดการพัฒนาผู้นำของ TLP จึงไม่ใช่การทำให้ผู้นำใช้ AI ได้มากที่สุด แต่คือ การรู้ว่าจะผสานความสามารถของ AI เข้ากับจุดแข็งของมนุษย์อย่างไร AI ช่วยให้เรามองได้ไกลขึ้น วิเคราะห์ได้เร็วขึ้น และเห็นทางเลือกได้มากขึ้น แต่การกำหนดทิศทาง การเข้าใจคน การตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม และการรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ยังคงเป็นหน้าที่ของผู้นำ เพราะในวันที่เทคโนโลยีเก่งขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ผู้นำต้องพัฒนา ไม่ใช่แค่ความสามารถในการใช้ AI แต่คือความสามารถในการใช้ AI โดยไม่สูญเสีย Human Judgment และความเป็นมนุษย์
อ่านเพิ่มเติม