เข้าสู่ระบบ

อีเมล / Username

รหัสผ่าน

​

ยังไม่มีบัญชี?


เข้าระบบด้วยบัญชี

google
line

แท็กที่ค้นหา "People Development"

5 รายการที่พบ

articleImage309
CPLI
การสร้างผู้นำด้วยประสบการณ์จริง
16 ต.ค. 2569
13
0
การพัฒนาผู้นำด้วยการเรียนรู้แบบ Action Learning การพัฒนาผู้นำไม่ใช่เพียงการเติมความรู้หรือทักษะ แต่ต้องเปิดโอกาสให้คนได้ ลงมือทำ ตัดสินใจ แก้ปัญหา และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะหลายทักษะของการเป็นผู้นำไม่สามารถเรียนรู้ได้จากทฤษฎีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นเมื่อได้เผชิญกับสถานการณ์จริง นี่คือแนวคิดสำคัญในการออกแบบ หลักสูตรพัฒนาผู้นำของ CPLI ที่มุ่งพัฒนาผู้นำให้มีทัศนคติความเป็น เถ้าแก่ รู้รอบ กล้าคิด กล้าทำ มีวินัย มีคุณธรรมและความซื่อสัตย์ โดยใช้การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงเป็นหัวใจ เพื่อให้คนเติบโตจากประสบการณ์ และพร้อมรับผิดชอบธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต 70-20-10 เมื่อการลงมือทำกลายเป็นห้องเรียนที่สำคัญที่สุด CPLI ออกแบบการเรียนรู้โดยใช้แนวทาง 70-20-10 เพื่อให้การพัฒนาผู้นำไม่แยกออกจากการทำงานจริง แต่เกิดขึ้นไปพร้อมกับการทำงาน 70% เรียนรู้จากการลงมือทำจริงผู้เข้าร่วมเรียนรู้ผ่านโครงการจริงในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ตั้งแต่ตั้งเป้าหมาย วางกลยุทธ์ ลงมือทำ แก้ปัญหา และรับผิดชอบผลลัพธ์ เช่น การเข้าไปบริหารหน้าร้าน ทำให้ได้เรียนรู้ธุรกิจในภาพรวมมากกว่าการรับผิดชอบเพียงงานย่อยบางส่วน 20% เรียนรู้จากผู้อื่นผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์กับเพื่อนร่วมทีม ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และสปอนเซอร์ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ พร้อมรับคำแนะนำกลับไปพัฒนาการทำงาน 10% เติมความรู้และทักษะที่จำเป็นเรียนรู้ผ่านหลักสูตร กิจกรรม และองค์ความรู้ที่สกัดจากประสบการณ์จริงของหลากหลายกลุ่มธุรกิจ เพื่อเติมเครื่องมือและมุมมองที่สามารถนำกลับไปใช้กับการทำงานได้ ลงมือทำแล้ว ต้องกลับมาทบทวน ประสบการณ์เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ทำให้คนพัฒนามากเพียงพอ หากไม่มีโอกาสกลับมาทบทวนว่า ทำอะไรไป ผลเป็นอย่างไร อะไรได้ผล อะไรยังไม่สำเร็จ และครั้งต่อไปจะทำให้ดีขึ้นอย่างไร หลักสูตรจึงมี งานสัมมนา ให้ผู้เข้าร่วมนำเสนอเป้าหมาย กลยุทธ์ ผลการดำเนินงาน สิ่งที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จ ทีเด็ด ปัญหาที่พบ และวิธีแก้ไข พร้อมรับข้อชี้แนะจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำกลับไปพัฒนาการทำงานต่อ ควบคู่กับ การประเมินแบบ 360 องศาทุกเดือน จากเพื่อนร่วมทีม สปอนเซอร์และผู้ที่ทำงานร่วมกัน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเห็นพัฒนาการของตัวเองใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ความเป็นคนดี ความเป็นคนเก่ง ความเป็นผู้นำ และการยึดมั่นในค่านิยม 6 ประการของเครือ เติมประสบการณ์ที่หน้างานอาจให้ไม่ได้ การลงมือทำเป็นหัวใจสำคัญ แต่บางความรู้และทักษะจำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติม CPLI จึงออกแบบ การเรียนรู้และกิจกรรมสร้างเครือข่ายผนึกกำลัง ให้ผู้เข้าร่วมได้กลับมาเรียนรู้ร่วมกัน ผ่าน Workshop การบรรยาย การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ กรณีศึกษา กิจกรรมกลุ่ม และการจำลองสถานการณ์ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยเติมทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การนำเสนอและสื่อสาร การสร้างความปลอดภัยทางใจในการทำงานร่วมกัน รวมถึงทักษะอื่น ๆ ที่สามารถนำกลับไปใช้กับงานจริงได้ ขณะเดียวกัน การสร้างเครือข่ายก็ไม่ได้มีไว้เพียงให้ผู้นำ รู้จักกัน แต่ทำให้เกิด การเรียนรู้จากกัน เพราะบางครั้งคำตอบของปัญหาที่เรากำลังเจอ อาจอยู่ในประสบการณ์ของคนจากอีกทีมหรืออีกธุรกิจหนึ่ง สร้างระบบการเรียนรู้แบบ Lifelong Learning การพัฒนาคนไม่ควรหยุดเมื่อจบหลักสูตร แต่ต้องมีพื้นที่ให้กลับมาเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ CPLI จึงมีบันทึกและเผยแพร่วิดีโอจากการสัมมนาและการประชุม เพื่อให้สามารถกลับมาศึกษาย้อนหลัง รวมถึงทีมงาน ที่นำประสบการณ์และบทเรียนจากการทำงานจริงมาสกัดและเรียบเรียงเป็นองค์ความรู้ที่เข้าใจง่าย เพื่อให้สามารถค้นหา เรียนรู้ และนำกลับไปใช้ได้เมื่อต้องการ เพราะท้ายที่สุด การพัฒนาผู้นำไม่ได้วัดจากว่า เรียนไปมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า สิ่งที่เรียนรู้ถูกนำกลับไปใช้และสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากแค่ไหน เมื่อการเรียนรู้เกิดขึ้นควบคู่กับการลงมือทำ การทบทวน และการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ในแต่ละวันก็สามารถกลายเป็นบทเรียนที่ช่วยให้คนเติบโต พร้อมรับผิดชอบทั้งคน งาน และธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต
อ่านเพิ่มเติม
articleImage287
Recommended
CPLI
เปลี่ยนประสบการณ์ของคน สู่ความรู้ขององค์กร
30 ก.ย. 2569
60
0
ผู้นำจะเปลี่ยน Tacit Knowledge ให้กลายเป็นองค์ความรู้ที่ส่งต่อได้อย่างไร? ทุกองค์กรมีคนที่มากด้วยประสบการณ์จากการทำงานจริง ผ่านทั้งความสำเร็จ ความผิดพลาด การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา จนเกิดเป็น Tacit Knowledge หรือความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคล ทั้งเทคนิคในการทำงาน วิธีที่ได้ผล และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่ความรู้เหล่านี้ไม่ควรจบอยู่กับคนเพียงคนเดียว สิ่งสำคัญคือการนำประสบการณ์กลับมาทบทวนและสกัดว่า อะไรคือสิ่งที่ทำได้ผล มีทีเด็ดอะไร เคยผิดพลาดตรงไหน และมีบทเรียนอะไรที่ควรส่งต่อ ซึ่งเป็นหัวใจของ Knowledge Management (KM) ที่เปลี่ยนความรู้ของบุคคลให้เป็นองค์ความรู้ที่ผู้อื่นสามารถเรียนรู้ นำไปใช้ และต่อยอดได้ ผู้นำไม่ได้มีหน้าที่แค่สร้างผลงาน แต่ต้องสร้างคนและส่งต่อความรู้ ในหลักสูตรพัฒนาผู้นำของ CPLI ผู้เข้าร่วมที่รับบทบาทเป็น เถ้าแก่ จะได้เรียนรู้จากการทำธุรกิจจริง ตั้งแต่รับเป้าหมาย วางกลยุทธ์ ลงมือทำ ตัดสินใจ แก้ปัญหา ไปจนถึงรับผิดชอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แต่การเรียนรู้ไม่ได้จบลงเมื่อธุรกิจสร้างผลลัพธ์ ทุก 3 เดือน เถ้าแก่จะต้องกลับมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น และส่งมอบองค์ความรู้คืนสู่องค์กร โดยแบ่งบทเรียนออกเป็น 2 ประเภท บทเรียนจากความสำเร็จ (Success Lesson) ถอดสิ่งที่ทำสำเร็จออกมาให้เห็นว่า ทำอย่างไร อะไรคือวิธีหรือเทคนิคสำคัญ และคนอื่นจะนำไปใช้ต่อได้อย่างไร บทเรียนจากข้อผิดพลาด (Failure Lesson) ถอดปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมวิธีป้องกันหรือแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดแบบเดิมซ้ำ เพราะการเล่าว่า เกิดอะไรขึ้น ยังไม่ใช่องค์ความรู้ สิ่งสำคัญคือการสกัดให้ได้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นสอนอะไรเรา และคนอื่นจะนำบทเรียนนี้ไปใช้ต่อได้อย่างไร 7 ขั้นตอน เปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นองค์ความรู้ CPLI ออกแบบกระบวนการจัดการความรู้ตั้งแต่ประสบการณ์ของคน ไปจนถึงการนำความรู้กลับไปใช้จริง ผ่าน 7 ขั้นตอน Experience: เริ่มจากประสบการณ์จริงมองหาบทเรียนจากความสำเร็จ ความผิดพลาด การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำงานจริง Capture: สกัดสิ่งที่ได้เรียนรู้ค้นหาวิธีคิด วิธีทำ เทคนิค หรือบทเรียนสำคัญที่ซ่อนอยู่ในประสบการณ์นั้น Categorize: จัดหมวดหมู่ความรู้จัดองค์ความรู้ตามหมวดหมู่ เพื่อให้ง่ายต่อการสร้างองค์ความรู้ การค้นหา และการนำไปใช้ Create: เรียบเรียงให้น่าเรียนรู้เปลี่ยนบทเรียนจากหน้างานให้เป็นเนื้อหาที่คนอื่นอ่านแล้วเข้าใจทั้งที่มา วิธีทำ และสิ่งที่ได้เรียนรู้ Check: ตรวจสอบคุณภาพทบทวนด้วย 4 คำถามสำคัญ คือ ถูกต้องไหม น่าสนใจไหม เข้าใจง่ายไหม และนำไปใช้ได้จริงไหม Share: ส่งต่อความรู้เผยแพร่องค์ความรู้ผ่านระบบ CPLI Learning Space เพื่อให้คนในองค์กรเข้าถึงและเรียนรู้ได้ Impact: นำไปใช้และต่อยอดเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การมีความรู้เก็บไว้ในระบบ แต่คือการทำให้คนเรียนรู้ นำไปใช้ และสร้างผลลัพธ์ใหม่จากความรู้นั้น องค์ความรู้ที่ดี ต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพ CPLI มีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพก่อนเผยแพร่ โดย Mentor ช่วยทบทวนความครบถ้วนและความถูกต้องของเนื้อหา ก่อนส่งต่อให้ KM Committee ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจากแต่ละกลุ่มธุรกิจ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งวิธีการ ผลลัพธ์ และการนำไปประยุกต์ใช้ หากยังไม่ผ่านเกณฑ์ จะมีข้อเสนอแนะเพื่อนำกลับไปปรับปรุง กระบวนการนี้ช่วยให้ KM ไม่ใช่เพียง เรื่องเล่าจากประสบการณ์ แต่เป็น องค์ความรู้ที่มีคุณภาพและคนอื่นนำไปใช้ต่อได้จริง ทำอย่างไรให้การส่งต่อความรู้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง? การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแค่บอกให้ทุกคนแบ่งปันความรู้ แต่ต้องมีระบบที่ทำให้การทบทวน สกัด และส่งต่อความรู้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ CPLI จึงกำหนดรอบการส่งมอบ KM ทุกไตรมาส พร้อมสนับสนุนตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การให้ความรู้เรื่อง KM วิธีสกัดบทเรียน เกณฑ์การพิจารณา ขั้นตอนการส่งผ่านระบบ ไปจนถึงการจัดช่วงทบทวนและตอบคำถามให้กับเถ้าแก่ Mentor และ KM Committee ปัจจุบันมีองค์ความรู้มากกว่า 10,000 เรื่อง ในระบบ เพื่อให้บุคลากรและเถ้าแก่รุ่นต่อไปสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานของตนเอง เพราะคุณค่าของ KM ไม่ได้อยู่ที่ว่า องค์กรเก็บความรู้ไว้ได้มากแค่ไหน แต่อยู่ที่ความรู้เหล่านั้น ถูกส่งต่อและนำไปใช้ประโยชน์ได้มากแค่ไหน เมื่อประสบการณ์ของคนหนึ่งคนกลายเป็นบทเรียนให้คนอีกหลายคนได้เรียนรู้ คนรุ่นต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่สามารถนำองค์ความรู้ที่มีไปต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น และทำให้ความรู้เติบโตไปพร้อมกับคนและองค์กร
อ่านเพิ่มเติม
articleImage308
Business Knowledge
ออกแบบ Learning Platform อย่างไร ให้ความรู้เดินทางได้ครบวงจร
16 ต.ค. 2569
8
0
เมื่อ Knowledge Journey อยู่คนละระบบ ระบบการเรียนรู้ที่ดี ไม่ได้มีหน้าที่เพียงนำ Content มาให้คนเรียน แต่ควรช่วยให้ องค์ความรู้เดินทางได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่คนที่สร้างความรู้ ไปจนถึงคนที่นำความรู้นั้นไปใช้ เดิมการบริหารองค์ความรู้ของโครงการเถ้าแก่มีการทำงานข้ามระหว่าง 2 ระบบ ผู้เข้าร่วมส่งมอบองค์ความรู้ (KM) ผ่าน CPG Connect เครื่องมือสื่อสารและการทำงานร่วมกันภายในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ขณะที่การเผยแพร่และเรียนรู้องค์ความรู้อยู่บน CPLI Learning Space ระบบจัดการการเรียนรู้ของ CPLI ทำให้ผู้ใช้งานอาจเกิดความสับสน และทีมบริหารองค์ความรู้ต้องดาวน์โหลดไฟล์จากระบบหนึ่ง เพื่อนำมาอัปโหลดอีกระบบหนึ่ง CPLI จึงกลับมาตั้งโจทย์ใหม่ว่า จะทำอย่างไรให้การสร้าง ตรวจสอบ ประเมิน เผยแพร่ และเรียนรู้องค์ความรู้ เชื่อมต่อกันได้ใน Platform เดียว ออกแบบจาก Journey ไม่ใช่แค่เพิ่มฟีเจอร์ แทนที่จะมองเพียงว่าระบบต้องมีพื้นที่สำหรับ Upload Content แต่ CPLI เริ่มจากการมอง Journey ขององค์ความรู้ทั้งกระบวนการ ว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้างและแต่ละคนต้องทำอะไร จากแนวคิดนี้จึงเกิดการพัฒนาเมนู User Create Content (UCC) บน CPLI Learning Space เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างและส่งมอบ KM ได้โดยตรง พร้อมรองรับกระบวนการตรวจสอบและอนุมัติจากผู้เกี่ยวข้องก่อนเผยแพร่ ทำให้เส้นทางของ KM ตั้งแต่ สร้าง ส่งมอบ ตรวจสอบ ประเมิน อนุมัติ ไปจนถึงเผยแพร่ สามารถดำเนินต่อกันภายในระบบเดียว ลดการส่งต่อข้อมูลระหว่างระบบและลดขั้นตอนการทำงานของทีมงาน เชื่อมทุก Stakeholder ให้อยู่ใน Workflow เดียวกัน การทำให้เป็น One Single Platform ไม่ได้หมายถึงแค่การรวมข้อมูลไว้ในที่เดียว แต่ต้องทำให้ คนที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานต่อกันได้อย่างเป็นระบบ ผู้เข้าร่วมสามารถส่ง KM ผู้เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบและให้คะแนน คณะกรรมการสามารถพิจารณาองค์ความรู้ ขณะที่ทีม Admin สามารถติดตามสถานะและนำ Content ที่ผ่านกระบวนการขึ้นเผยแพร่บน CPLI Learning Space ได้ เมื่อองค์ความรู้ถูกเผยแพร่แล้ว KM ก็ไม่ได้จบอยู่ที่การ ส่งงานสำเร็จ แต่กลับเข้าสู่ "คลังความรู้" ให้พนักงานสามารถค้นหา ศึกษา และนำองค์ความรู้นั้นไปต่อยอดได้อีกครั้ง จึงเกิดเป็นวงจรที่เชื่อม คนสร้างความรู้ คนตรวจสอบความรู้ และคนที่เข้ามาเรียนรู้ เข้าด้วยกัน เมื่อข้อมูลการเรียนรู้ เชื่อมต่อกับการประเมิน อีกส่วนสำคัญคือ ผลการตรวจและให้คะแนน KM ไม่ได้อยู่เฉพาะใน CPLI Learning Space แต่ยังเชื่อมต่อกับ PMS ซึ่งใช้ในการประเมินผู้เข้าร่วมโครงการ ข้อมูลจากกระบวนการ KM จึงสามารถเดินทางต่อไปยังอีกส่วนของการพัฒนาผู้เข้าร่วมได้ โดยไม่ต้องจบลงเป็นข้อมูลแยกส่วนในแต่ละระบบ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีหลายระบบที่ทำงานได้ดี แต่คือการออกแบบให้แต่ละระบบและ Stakeholder เชื่อมต่อกันตาม Journey เดียวกัน จาก LMS สู่ Learning Knowledge Ecosystem บทเรียนจากการพัฒนา UCC สะท้อนว่า การยกระดับ LMS ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำถามว่า ระบบควรมีฟีเจอร์อะไรเพิ่ม? แต่อาจเริ่มจากการมองว่า ผู้ใช้งานต้องเดินผ่านกระบวนการอะไร และตรงไหนที่เราสามารถทำให้ Journey นั้นง่ายและต่อเนื่องขึ้นได้? เมื่อออกแบบจาก Journey เทคโนโลยีจึงไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อลดขั้นตอน แต่ช่วยเชื่อม คน กระบวนการ ข้อมูล และองค์ความรู้ ให้ทำงานต่อเนื่องกัน จากระบบที่มีไว้สำหรับการเรียนรู้ จึงค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ Learning Knowledge Ecosystem ที่ทำให้องค์ความรู้เดินทางได้ครบวงจร ตั้งแต่การสร้าง ตรวจสอบ ประเมิน เผยแพร่ จนกลับมาเป็นแหล่งเรียนรู้ให้คนในองค์กรต่อไป
อ่านเพิ่มเติม
articleImage315
CPLI
เมื่อโลกธุรกิจจริง กลายเป็นห้องเรียนของคนรุ่นใหม่
16 ต.ค. 2569
8
0
โจทย์จริง ทำให้การเรียนรู้ไปไกลกว่าการหาคำตอบ ความรู้จากห้องเรียนเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่เมื่อต้องนำมาใช้กับโลกธุรกิจจริง ผู้เรียนต้องคิดมากกว่าการหาคำตอบที่ ถูก เพราะยังต้องตอบให้ได้ว่า ไอเดียนั้นแก้ปัญหาอะไร ตอบโจทย์ธุรกิจหรือไม่ และสามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ใน CP CUP โครงการจาก เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยฝ่ายทรัพยากรบุคคลเครือฯ ร่วมกับสถาบันผู้นำฯ เวทีที่เปิดโอกาสให้นักศึกษานำความรู้และไอเดียมาพัฒนาเป็น Solution เพื่อแก้โจทย์ธุรกิจจริงของเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อค้นหาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ และค้นหาแนวคิดทางธุรกิจที่ตอบโจทย์องค์กร จุดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันว่าใครมีไอเดียดีที่สุด แต่คือ การนำโจทย์ที่องค์กรมีอยู่จริง มาเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาคน อย่าให้แค่โจทย์ แต่ต้องให้เห็น บริบทของโจทย์ด้วย การคิด Solution จากข้อมูลบนกระดาษ กับการได้เห็นว่าธุรกิจทำงานจริงอย่างไร ย่อมทำให้เห็นโจทย์ในมุมที่แตกต่างกัน CP CUP จึงไม่ได้มีเพียง Business Case และการนำเสนอผลงาน แต่เชื่อมการแก้โจทย์เข้ากับการเยี่ยมชมและเรียนรู้จากธุรกิจจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังโจทย์ ทั้งรูปแบบธุรกิจ กระบวนการทำงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ถูกนำมาใช้จริง เมื่อได้เห็นบริบทจริง ผู้เรียนจึงสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนในมหาวิทยาลัยเข้ากับการปฏิบัติ และนำสิ่งที่พบกลับมาทบทวนและพัฒนา Solution ให้มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจมากขึ้น ให้ผู้เรียนเป็นเจ้าของกระบวนการคิด CP CUP เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิด พัฒนาแผนธุรกิจ และนำเสนอแนวทางของตัวเองต่อคณะกรรมการ ระหว่างทาง ผู้เรียนต้องใช้ทักษะหลายด้านไปพร้อมกัน ตั้งแต่การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น การบริหารเวลา ไปจนถึงภาวะผู้นำ ขณะที่การประเมินไม่ได้มองเพียงตัวแผน แต่ครอบคลุมทั้ง ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอ โจทย์ธุรกิจหนึ่งโจทย์จึงไม่ได้ฝึกเพียงความสามารถในการ คิดแผน แต่กลายเป็นพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ทดลองใช้ทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานจริงหลายด้านพร้อมกัน จากห้องเรียน สู่โลกธุรกิจและการเรียนรู้ระดับนานาชาติ การเรียนรู้จะกว้างขึ้นอีก เมื่อผู้เรียนไม่ได้หยุดอยู่แค่การคิด Solution แต่มีโอกาสออกไปเห็นว่าโลกธุรกิจจริงกำลังทำอะไร และบริบทอื่นแตกต่างจากสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคยอย่างไร CP CUP จึงต่อยอดการเรียนรู้ จากห้องเรียนสู่โลกธุรกิจจริง จากแนวคิดสู่การลงมือปฏิบัติ และจากการแข่งขันในประเทศสู่การเรียนรู้ระดับนานาชาติ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ชนะได้ศึกษาธุรกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในประเทศจีน เพื่อเปิดมุมมองและนำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับมาต่อยอด Solution ของตัวเอง ตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีกและอุตสาหกรรมอาหาร ไปจนถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์และ AI การได้สัมผัสสิ่งที่เกิดขึ้นจริงช่วยให้คนรุ่นใหม่มองเห็นทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในโลกธุรกิจ ขณะเดียวกัน การเรียนรู้จากบริบทที่แตกต่างยังช่วยให้เห็นว่า Solution ที่เหมาะกับพื้นที่หนึ่ง อาจต้องปรับ เมื่อผู้คน ตลาด และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ทำให้การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การแก้โจทย์ แต่ขยายไปสู่การคิดและทำงานในบริบทที่กว้างขึ้น เปลี่ยน โจทย์ของธุรกิจ ให้เป็น โอกาสในการพัฒนาคน การพัฒนาคนไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ธุรกิจเองก็สามารถเป็นพื้นที่การเรียนรู้ได้ เริ่มจากนำโจทย์จริงมาให้คิด เปิดโอกาสให้ผู้เรียนพัฒนาแนวทางด้วยตัวเอง พาไปเห็นบริบทและการทำงานจริง แล้วนำสิ่งที่พบกลับมาต่อยอดความคิด กระบวนการนี้ช่วยให้ผู้เรียนเชื่อมความรู้เข้ากับการปฏิบัติ พร้อมพัฒนาทักษะจากการลงมือทำจริง ขณะที่องค์กรก็ได้เห็นทั้งศักยภาพของคนรุ่นใหม่และแนวคิดใหม่ ๆ ที่สามารถนำมาต่อยอดกับโจทย์ทางธุรกิจได้ บางครั้ง การสร้างพื้นที่เรียนรู้ อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างหลักสูตรใหม่ แต่เริ่มจากการมองกลับเข้ามาในธุรกิจว่า มีโจทย์จริงอะไรที่สามารถเปลี่ยนให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ได้บ้าง แล้วเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ลองคิด ลงมือทำ เห็นของจริง และนำสิ่งที่เรียนรู้กลับไปพัฒนาความคิดของตัวเองต่อไป
อ่านเพิ่มเติม
articleImage310
CPLI
พัฒนาผู้นำจากภายใน สู่การแสดงออกอย่างมืออาชีพ
16 ต.ค. 2569
4
0
ความเป็นผู้นำ ไม่ได้สะท้อนผ่านผลงานเพียงอย่างเดียว เมื่อพูดถึงการพัฒนาผู้นำ เรามักให้ความสำคัญกับความสามารถในการบริหารงาน บริหารคน หรือการตัดสินใจ แต่ในการทำงานจริง วิธีสื่อสาร การวางตัว บุคลิกที่แสดงออก และ ภาพลักษณ์ภายนอกก็มีผลต่อความเชื่อมั่นและความเป็นมืออาชีพของผู้นำไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อต้องพบปะผู้คนหลากหลายระดับ นำเสนอในที่ประชุม ทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทาย สิ่งที่ผู้นำแสดงออกล้วนสะท้อนทั้งตัวผู้นำและภาพลักษณ์ขององค์กร CPLI จึงพัฒนา Smart Talent Program: Inner Strength, Outer Style ภายใต้แนวคิด การพัฒนาบุคลิกภาพผู้นำแบบองค์รวม ที่ไม่ได้มองเพียงเรื่องการแต่งกายหรือภาพลักษณ์ภายนอก แต่ให้ความสำคัญกับ "ความพร้อมจากภายใน" (Inner Strength) และ "การแสดงออกอย่างเหมาะสม" (Outer Style) เพื่อให้ผู้นำสามารถสื่อสาร วางตัว ทำหน้าที่ได้อย่างมั่นใจและเป็นมืออาชีพในหลากหลายสถานการณ์ Inner Strength สร้างความพร้อมจากภายใน ความมั่นใจของผู้นำไม่ได้หมายถึงการพูดเก่งหรือโดดเด่นกว่าคนอื่น แต่คือการรู้ว่าควรคิด สื่อสาร และวางตัวอย่างไรให้เหมาะกับคนและสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายและกดดัน ผู้นำต้องสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนอย่างมีสติ เรียบเรียงความคิด ตัดสินใจอย่างรอบคอบ และสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ การพัฒนาทักษะเหล่านี้จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การฟังหรือจดจำหลักการ แต่ต้องเปิดโอกาสให้ได้ ทดลองและฝึกฝนจริง ผ่านการเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ การจำลองสถานการณ์ (Role Play) และการฝึกปฏิบัติ เพื่อให้ได้ลองรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ก่อนนำกลับไปใช้ในการทำงานจริง Outer Style ภาพลักษณ์ที่ดี ต้องเหมาะกับตัวเราและสถานการณ์ การพัฒนาบุคลิกภาพภายนอก คือการเข้าใจว่าสิ่งที่เราแสดงออกกำลังสื่อสารอะไรกับคนรอบข้าง ตั้งแต่การแต่งกาย การแต่งหน้า การจัดทรงผม ไปจนถึงท่าทางและการวางตัว ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารที่ช่วยเสริมความมั่นใจ และทำให้ภาพลักษณ์สอดคล้องกับบทบาทและสถานการณ์ เช่นเดียวกับ มารยาททางสังคมและมารยาทบนโต๊ะอาหาร ซึ่งอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อต้องพบปะลูกค้า คู่ค้า ผู้บริหาร หรือผู้คนจากหลากหลายบริบท การรู้ว่าควรวางตัวอย่างไร ช่วยให้สามารถสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมชาติมากขึ้น บุคลิกภาพภายนอกจึงไม่ใช่เรื่องของ ความสวยงาม เพียงอย่างเดียว แต่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้นำแสดงบทบาทของตัวเองได้อย่างเหมาะสมและเป็นมืออาชีพ จาก รู้ว่าควรทำอย่างไร สู่ ทำได้จริง การพัฒนาบุคลิกภาพก็เหมือนกับทักษะอื่น ๆ เพราะการรู้หลักการ ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถทำได้ทันที เราอาจรู้ว่าควรสื่อสารอย่างมั่นใจ แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์กดดันจริง จะเรียบเรียงความคิดและตอบสนองอย่างไร หรืออาจรู้ว่าควรวางตัวอย่างมืออาชีพ แต่เมื่อต้องเข้าสังคมในบริบทที่ไม่คุ้นเคย จะเลือกแสดงออกอย่างไรให้เหมาะสม การเรียนรู้เชิงปฏิบัติจึงมีบทบาทสำคัญ โดยใช้แนวทาง เรียนรู้ ทดลอง ฝึกฝน และนำไปใช้จริง เพื่อให้ผู้เรียนไม่ได้เพียง รู้ แต่เกิดความคุ้นเคยและสามารถนำทักษะเหล่านั้นออกมาใช้ได้เมื่อเจอสถานการณ์จริง แนวทางนี้ช่วยเปลี่ยนเรื่องบุคลิกภาพจากสิ่งที่อาจถูกมองว่าเป็น เรื่องเฉพาะบุคคล ให้กลายเป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาได้ เช่นเดียวกับทักษะด้านอื่นของการเป็นผู้นำ ผู้นำที่ดี ต้องพัฒนาทั้งภายในและภายนอก หัวใจของการพัฒนาบุคลิกภาพผู้นำแบบองค์รวม ไม่ใช่การสร้างภาพหรือเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนอื่น แต่คือการทำให้ สิ่งที่อยู่ภายในและสิ่งที่แสดงออกภายนอกสอดคล้องกัน ความรู้ ความสามารถ และการตัดสินใจที่ดี คือรากฐานสำคัญของผู้นำ ขณะเดียวกัน การสื่อสาร การวางตัว และภาพลักษณ์ที่เหมาะสม ก็ช่วยให้ความสามารถเหล่านั้นถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของหลักสูตรที่ต้องการพัฒนาทั้งภาพลักษณ์ที่เป็นมืออาชีพ การรับมือสถานการณ์ท้าทาย และการสื่อสารที่สร้างความไว้วางใจ บุคลิกภาพที่ดีไม่ใช่การเปลี่ยนให้เราเป็นคนอื่น แต่คือการรู้จักตัวเอง เข้าใจบริบท และเลือกแสดงออกให้เหมาะสมกับบทบาท เมื่อความแข็งแรงจากภายในและการแสดงออกภายนอกไปด้วยกัน ผู้นำก็จะสามารถถ่ายทอดศักยภาพที่มีออกมาได้อย่างเต็มที่ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนรอบข้างและเป็นตัวแทนขององค์กรได้อย่างมืออาชีพ
อ่านเพิ่มเติม