แท็กที่ค้นหา "เถ้าแก่"
7 รายการที่พบ
การสร้างผู้นำด้วยประสบการณ์จริงการพัฒนาผู้นำด้วยการเรียนรู้แบบ Action Learning การพัฒนาผู้นำไม่ใช่เพียงการเติมความรู้หรือทักษะ แต่ต้องเปิดโอกาสให้คนได้ ลงมือทำ ตัดสินใจ แก้ปัญหา และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะหลายทักษะของการเป็นผู้นำไม่สามารถเรียนรู้ได้จากทฤษฎีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นเมื่อได้เผชิญกับสถานการณ์จริง นี่คือแนวคิดสำคัญในการออกแบบ หลักสูตรพัฒนาผู้นำของ CPLI ที่มุ่งพัฒนาผู้นำให้มีทัศนคติความเป็น เถ้าแก่ รู้รอบ กล้าคิด กล้าทำ มีวินัย มีคุณธรรมและความซื่อสัตย์ โดยใช้การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงเป็นหัวใจ เพื่อให้คนเติบโตจากประสบการณ์ และพร้อมรับผิดชอบธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต 70-20-10 เมื่อการลงมือทำกลายเป็นห้องเรียนที่สำคัญที่สุด CPLI ออกแบบการเรียนรู้โดยใช้แนวทาง 70-20-10 เพื่อให้การพัฒนาผู้นำไม่แยกออกจากการทำงานจริง แต่เกิดขึ้นไปพร้อมกับการทำงาน 70% เรียนรู้จากการลงมือทำจริงผู้เข้าร่วมเรียนรู้ผ่านโครงการจริงในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ตั้งแต่ตั้งเป้าหมาย วางกลยุทธ์ ลงมือทำ แก้ปัญหา และรับผิดชอบผลลัพธ์ เช่น การเข้าไปบริหารหน้าร้าน ทำให้ได้เรียนรู้ธุรกิจในภาพรวมมากกว่าการรับผิดชอบเพียงงานย่อยบางส่วน 20% เรียนรู้จากผู้อื่นผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์กับเพื่อนร่วมทีม ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และสปอนเซอร์ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ พร้อมรับคำแนะนำกลับไปพัฒนาการทำงาน 10% เติมความรู้และทักษะที่จำเป็นเรียนรู้ผ่านหลักสูตร กิจกรรม และองค์ความรู้ที่สกัดจากประสบการณ์จริงของหลากหลายกลุ่มธุรกิจ เพื่อเติมเครื่องมือและมุมมองที่สามารถนำกลับไปใช้กับการทำงานได้ ลงมือทำแล้ว ต้องกลับมาทบทวน ประสบการณ์เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ทำให้คนพัฒนามากเพียงพอ หากไม่มีโอกาสกลับมาทบทวนว่า ทำอะไรไป ผลเป็นอย่างไร อะไรได้ผล อะไรยังไม่สำเร็จ และครั้งต่อไปจะทำให้ดีขึ้นอย่างไร หลักสูตรจึงมี งานสัมมนา ให้ผู้เข้าร่วมนำเสนอเป้าหมาย กลยุทธ์ ผลการดำเนินงาน สิ่งที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จ ทีเด็ด ปัญหาที่พบ และวิธีแก้ไข พร้อมรับข้อชี้แนะจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำกลับไปพัฒนาการทำงานต่อ ควบคู่กับ การประเมินแบบ 360 องศาทุกเดือน จากเพื่อนร่วมทีม สปอนเซอร์และผู้ที่ทำงานร่วมกัน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเห็นพัฒนาการของตัวเองใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ความเป็นคนดี ความเป็นคนเก่ง ความเป็นผู้นำ และการยึดมั่นในค่านิยม 6 ประการของเครือ เติมประสบการณ์ที่หน้างานอาจให้ไม่ได้ การลงมือทำเป็นหัวใจสำคัญ แต่บางความรู้และทักษะจำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติม CPLI จึงออกแบบ การเรียนรู้และกิจกรรมสร้างเครือข่ายผนึกกำลัง ให้ผู้เข้าร่วมได้กลับมาเรียนรู้ร่วมกัน ผ่าน Workshop การบรรยาย การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ กรณีศึกษา กิจกรรมกลุ่ม และการจำลองสถานการณ์ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยเติมทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การนำเสนอและสื่อสาร การสร้างความปลอดภัยทางใจในการทำงานร่วมกัน รวมถึงทักษะอื่น ๆ ที่สามารถนำกลับไปใช้กับงานจริงได้ ขณะเดียวกัน การสร้างเครือข่ายก็ไม่ได้มีไว้เพียงให้ผู้นำ รู้จักกัน แต่ทำให้เกิด การเรียนรู้จากกัน เพราะบางครั้งคำตอบของปัญหาที่เรากำลังเจอ อาจอยู่ในประสบการณ์ของคนจากอีกทีมหรืออีกธุรกิจหนึ่ง สร้างระบบการเรียนรู้แบบ Lifelong Learning การพัฒนาคนไม่ควรหยุดเมื่อจบหลักสูตร แต่ต้องมีพื้นที่ให้กลับมาเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ CPLI จึงมีบันทึกและเผยแพร่วิดีโอจากการสัมมนาและการประชุม เพื่อให้สามารถกลับมาศึกษาย้อนหลัง รวมถึงทีมงาน ที่นำประสบการณ์และบทเรียนจากการทำงานจริงมาสกัดและเรียบเรียงเป็นองค์ความรู้ที่เข้าใจง่าย เพื่อให้สามารถค้นหา เรียนรู้ และนำกลับไปใช้ได้เมื่อต้องการ เพราะท้ายที่สุด การพัฒนาผู้นำไม่ได้วัดจากว่า เรียนไปมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า สิ่งที่เรียนรู้ถูกนำกลับไปใช้และสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากแค่ไหน เมื่อการเรียนรู้เกิดขึ้นควบคู่กับการลงมือทำ การทบทวน และการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ในแต่ละวันก็สามารถกลายเป็นบทเรียนที่ช่วยให้คนเติบโต พร้อมรับผิดชอบทั้งคน งาน และธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต
อ่านเพิ่มเติม จากแรงบันดาลใจระดับโลก สู่ผู้นำรุ่นใหม่ที่ลงมือเปลี่ยนแปลงจริงจากความเข้าใจเรื่องความยั่งยืน สู่ความสามารถในการสร้างการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาผู้นำด้านความยั่งยืน ไม่ได้จบเพียงการทำให้คนเข้าใจเรื่อง ESG หรือเป้าหมายขององค์กร แต่ความท้าทายคือ จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่นำสิ่งที่ได้เรียนรู้และแรงบันดาลใจ กลับมาสร้างผลลัพธ์ได้จริง เครือเจริญโภคภัณฑ์สนับสนุนคนรุ่นใหม่เข้าร่วม One Young World Summit เวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายของโลก ก่อนนำประสบการณ์กลับมาต่อยอดผ่าน Young Transformative Leaders (YTL): Sustainable Intelligence โครงการจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย CPLI เพื่อเปลี่ยนแรงบันดาลใจจากเวทีระดับโลกให้กลายเป็นการลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรและสังคม YTL จึงเป็นพื้นที่ให้ผู้นำรุ่นใหม่และพนักงานรุ่นใหม่ของเครือฯ นำความรู้และมุมมองมาต่อยอดเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับ 3 Big Goals ได้แก่ Climate Nature, Responsible Consumption Production และ Inclusive Capital รวมถึง Global Campaign Initiatives ในประเด็นความยากจน ความมั่นคงทางอาหาร การศึกษา และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หัวใจจึงไม่ใช่เพียงการ เรียนเรื่อง Sustainability แต่คือ การนำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับมาขับเคลื่อน Sustainability ผ่านการลงมือทำจริง อย่าเริ่มจาก Solution จนกว่าจะเข้าใจปัญหาจริง หนึ่งในวิธีการสำคัญของ YTL คือ Action-Based Learning ผู้เข้าร่วมไม่ได้วิเคราะห์ปัญหาจากข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลงพื้นที่ พบผู้เกี่ยวข้อง และทำความเข้าใจสถานการณ์จริง ก่อนพัฒนาแนวทางแก้ไข ตลอดโครงการ แต่ละทีมจึงได้ทำงานกับโจทย์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ปัญหาหมอกควัน ขยะอาหาร การลดขยะ การศึกษา ความหิวโหย ไปจนถึงความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ หลักคิดสำคัญคือ ก่อนคิดว่าจะเปลี่ยนอะไร ต้องเข้าใจให้ได้ก่อนว่าปัญหาจริงคืออะไร และใครคือคนที่ได้รับผลกระทบ เพราะ Solution ที่ดีไม่ได้เกิดจากไอเดียที่น่าสนใจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบโจทย์สถานการณ์จริงด้วย ลงมือทำ พร้อมมีคนช่วยตั้งคำถามระหว่างทาง การทำโครงการจริงย่อมมีทั้งสิ่งที่เป็นไปตามแผนและปัญหาที่คาดไม่ถึง YTL จึงมี Mentorship จากผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหาร เพื่อให้คำแนะนำ ตั้งคำถาม และช่วยให้แต่ละทีมพัฒนาโครงการอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันผู้เข้าร่วมต้องติดตามความก้าวหน้าของตัวเองทุกเดือน ตั้งแต่ภาพรวมโครงการ สิ่งที่ทำสำเร็จ ปัญหาที่พบ วิธีแก้ไข ไปจนถึงแผนงานในเดือนถัดไป จุดนี้ทำให้การลงมือทำไม่ได้เป็นเพียง ทำโครงการให้เสร็จ แต่เกิดวงจรของ ลงมือทำ เห็นผล ทบทวน ปรับ และเดินหน้าต่อ ซึ่งช่วยพัฒนาทั้งตัวโครงการและวิธีคิดของคนที่รับผิดชอบไปพร้อมกัน จากหนึ่งโครงการ สู่ความรู้ที่คนรุ่นต่อไปใช้ต่อได้ เป้าหมายของ YTL ไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างโครงการต้นแบบด้านความยั่งยืน แต่ยังให้ความสำคัญกับการรวบรวม Best Practices และ Lessons Learned จากประสบการณ์จริง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นชุดองค์ความรู้และแนวทางที่สามารถส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป หรือนำไปขยายผลในระดับหน่วยธุรกิจและระดับเครือฯ สิ่งที่คนหนึ่งได้เรียนรู้จากการลงพื้นที่ แก้ปัญหา หรือทดลอง Solution จึงไม่จำเป็นต้องจบลงพร้อมกับโครงการ แต่สามารถกลายเป็นต้นทุนความรู้สำหรับการสร้างโครงการที่ดีขึ้นในอนาคต ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ต้องได้ลงมือทำจริง การพัฒนาผู้นำด้านความยั่งยืน ไม่ควรหยุดอยู่แค่การให้ความรู้ แต่ต้องเปิดโอกาสให้ได้ คิด ลงมือทำ และเรียนรู้จากโจทย์จริง YTL จึงใช้โครงการด้านความยั่งยืนเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ฝึกสร้างการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การทำความเข้าใจปัญหา พัฒนาแนวทางแก้ไข รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการทดลองทำและติดตามผล เพราะการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการได้ลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง
อ่านเพิ่มเติม เปลี่ยนพนักงานให้เป็นกระบอกเสียงขององค์กรEmployee Voice เมื่อเรื่องราวขององค์กร ถูกเล่าผ่านเสียงของคนใน ในยุคที่ทุกคนสามารถเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ได้ การสื่อสารเรื่องราวขององค์กรไม่จำเป็นต้องมาจากช่องทางทางการเพียงอย่างเดียว เพราะพนักงานเองก็สามารถเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ช่วยถ่ายทอดเรื่องราว วัฒนธรรม และคุณค่าขององค์กรออกไปได้ แต่การสร้าง Employee Voice ไม่ใช่เพียงการชวนพนักงานมาโพสต์หรือทำคอนเทนต์ สิ่งสำคัญคือการทำให้พนักงานเข้าใจสิ่งที่องค์กรต้องการสื่อสาร มีทักษะในการถ่ายทอด และรู้จักใช้เสียงของตัวเองอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ นี่คือแนวคิดเบื้องหลัง C.P. SUPER KOL โครงการจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย CPLI ที่พัฒนาพนักงานให้เป็นกระบอกเสียงขององค์กร ผ่านการเรียนรู้ทักษะการสื่อสาร การสร้างคอนเทนต์ และการถ่ายทอดค่านิยมองค์กรในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย พร้อมสร้างเครือข่ายพนักงานจากหลากหลายกลุ่มธุรกิจให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรร่วมกัน จาก Employee สู่ Employee Voice ต้องเริ่มจากการ เข้าใจ ก่อน เล่า การเป็นกระบอกเสียงที่ดีไม่ได้เริ่มจากการมีกล้องดี พูดเก่ง หรือมีผู้ติดตามจำนวนมาก แต่เริ่มจากการ เข้าใจเรื่องที่ต้องการสื่อสารก่อน พนักงานต้องเข้าใจทั้งค่านิยม วัฒนธรรม และตัวตนขององค์กร แล้วจึงนำสิ่งเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริงของตัวเอง เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวที่คนอื่นเข้าใจและรู้สึกเชื่อมโยงได้ C.P. SUPER KOL จึงไม่ได้กำหนดให้ทุกคนเล่าเรื่องในรูปแบบเดียวกัน แต่เปิดพื้นที่ให้เรื่องราวมีความหลากหลาย ตั้งแต่ ชีวิตการทำงาน นวัตกรรม ไปจนถึงความยั่งยืน ขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงกลับมาที่ค่านิยมขององค์กร และแปลงแนวคิดเหล่านั้นให้กลายเป็นเรื่องราวหรือพฤติกรรมที่จับต้องได้ เพราะค่านิยมองค์กรจะมีความหมายมากขึ้น เมื่อคนไม่ได้เพียง จำได้ แต่สามารถ มองเห็น เชื่อมโยง และเล่าผ่านประสบการณ์จริงของตัวเองได้ ทักษะการสื่อสาร ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่ฝึกฝนได้ หลายคนอาจคิดว่าการเป็น KOL ต้องเป็นคนพูดเก่ง กล้าแสดงออก หรือทำคอนเทนต์เป็นอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริง การสื่อสารและการเล่าเรื่องเป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้ C.P. SUPER KOL จึงออกแบบการเรียนรู้ให้พนักงานได้ทั้งเรียนรู้จาก Influencer และผู้มีประสบการณ์ ฝึกสร้างคอนเทนต์ ลงมือผลิตและเผยแพร่จริง รวมถึงเรียนรู้ผ่านโจทย์และการแข่งขัน เมื่อได้ลงมือทำจริง พนักงานไม่ได้เรียนรู้เพียงวิธีถ่ายคลิปหรือใช้ Social Media แต่ยังได้ฝึกคิดว่า จะทำเรื่องยากให้เข้าใจง่ายได้อย่างไร จะเล่าเรื่องให้กระชับและน่าสนใจอย่างไร และจะทำให้สิ่งที่สื่อสารสร้างคุณค่าให้กับคนดูได้อย่างไร จากพนักงานที่อาจไม่เคยทำคอนเทนต์เกี่ยวกับงาน จึงสามารถค่อย ๆ พัฒนาความกล้า ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการสื่อสารที่นำกลับไปใช้กับการทำงานด้านอื่นได้เช่นกัน Employee Voice ที่ดี ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ การมีพื้นที่และเครื่องมือในการสื่อสาร หมายความว่าพนักงานมีโอกาสส่งเสียงได้ไกลขึ้น แต่ยิ่งเสียงไปได้ไกลเท่าไร ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่สื่อสารก็ยิ่งสำคัญขึ้น การเป็น KOL จึงไม่ได้วัดจากยอด Like ยอด View หรือจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึง ความถูกต้อง ประโยชน์ของเนื้อหา และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้รับสาร แนวคิดของ C.P. SUPER KOL จึงให้ความสำคัญกับการเป็น Ethical KOL ที่สื่อสารข้อมูลอย่างถูกต้อง ใช้ทักษะการเล่าเรื่องเพื่อส่งต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ และสร้างอิทธิพลเชิงบวกต่อคนรอบข้างและสังคม เพราะในโลกที่ใครก็สามารถสร้างคอนเทนต์ได้ สิ่งที่ทำให้ เสียง หนึ่งมีคุณค่า ไม่ใช่แค่มีคนได้ยินมากแค่ไหน แต่คือ สิ่งที่พูดออกไปมีความน่าเชื่อถือและสร้างประโยชน์ได้มากแค่ไหน จากเสียงของพนักงาน สู่เครือข่ายเสียงขององค์กร หัวใจของ Employee Voice ไม่ใช่การทำให้พนักงานทุกคนกลายเป็น Influencer แต่คือการสร้าง คนที่เข้าใจองค์กร มีทักษะในการสื่อสาร และรู้ว่าจะใช้เสียงของตัวเองสร้างคุณค่าอย่างไร เมื่อพนักงานจากหลากหลายธุรกิจได้มาเรียนรู้ ทดลองทำ Mission และทำกิจกรรมร่วมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาทักษะของแต่ละคน แต่ยังช่วยสร้างเครือข่าย C.P. SUPER KOL ที่สามารถแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และช่วยกันถ่ายทอดเรื่องราวขององค์กรผ่านมุมมองและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน การสื่อสารจึงไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเป็นข้อความที่ส่งออกจากส่วนกลางเพียงทางเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรผ่านเรื่องราวจริงของตัวเอง กระบอกเสียงที่ทรงพลังขององค์กร อาจไม่ใช่เสียงที่ดังที่สุด แต่คือเสียงจากคนข้างในที่เข้าใจองค์กร เล่าเรื่องได้อย่างจริงใจ และสื่อสารอย่างรับผิดชอบ เมื่อเสียงเหล่านี้เชื่อมต่อกัน ก็สามารถช่วยให้ค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรถูกส่งต่อผ่านคนจริง ๆ ในองค์กรได้อย่างเป็นธรรมชาติ
อ่านเพิ่มเติม สร้างคนให้กล้าคิด สร้างพื้นที่ให้ไอเดียเติบโตนวัตกรรมเริ่มได้จากคนในองค์กร พนักงานที่อยู่ใกล้กับงาน ลูกค้า และปัญหาทางธุรกิจ มักมองเห็นทั้ง Pain Point และโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในการทำงาน แต่การมีไอเดียเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โครงการ CP Exponential Surge จากเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย CPLI จึงเป็นพื้นที่ให้พนักงานจากหลากหลายกลุ่มธุรกิจนำไอเดียมาพัฒนา เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของธุรกิจและสร้างนวัตกรรมจากภายในองค์กร หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการค้นหาไอเดียที่ดีที่สุด แต่คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พนักงานกล้าคิด กล้าทดลอง และมีโอกาสพัฒนาไอเดียให้ไปไกลกว่าเดิม ไอเดียที่ดี ต้องผ่านกระบวนการพัฒนา CP Exponential Surge ไม่ได้เปิดพื้นที่ให้พนักงานเพียงนำเสนอไอเดีย แต่ให้แต่ละทีมพัฒนาโครงการ ผ่านการคัดเลือก นำเสนอ รับข้อเสนอแนะ และกลับไปปรับปรุง ก่อนนำเสนออีกครั้งต่อผู้บริหารระดับสูง กระบวนการนี้ทำให้ Feedback กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา ไม่ใช่เพียงคำตัดสินว่าไอเดียใดผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ช่วยให้เจ้าของไอเดียกลับไปคิดให้ลึกขึ้น ทั้งในด้านปัญหาที่ต้องการแก้ ความเป็นไปได้ และคุณค่าที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจ เพราะการส่งเสริมให้คนคิดสิ่งใหม่ ไม่ได้หมายถึงการเปิดพื้นที่ให้คิดอย่างเดียว แต่ต้องมี มาตรฐานและกระบวนการที่ช่วยยกระดับคุณภาพของความคิดไปพร้อมกัน จากไอเดีย ต้องไปให้ถึงการทดลองจริง อีกหลักคิดสำคัญคือ ไอเดียที่ดีไม่ควรจบอยู่บนเวทีนำเสนอ โครงการที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องนำแนวคิดไปต่อยอดและทดลองดำเนินการจริง โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจ จึงเป็นการพาพนักงานเดินทางจาก คิดไอเดีย พัฒนา รับ Feedback ไปจนถึงทดลองทำจริง ซึ่งช่วยพัฒนาทั้งตัวโครงการและคนที่อยู่เบื้องหลังโครงการไปพร้อมกัน พัฒนาคน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงจากภายใน การพัฒนาคนไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน แต่สามารถเกิดขึ้นผ่านโจทย์จริงที่ท้าทาย เปิดโอกาสให้พนักงานได้คิด ทดลอง เรียนรู้จาก Feedback และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของสิ่งที่ตัวเองเสนอ ขณะเดียวกันยังเป็นการนำ 6 Core Values มาสู่การลงมือปฏิบัติจริง เพราะเมื่อองค์กรต้องการให้พนักงานเป็นพลังของการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการบอกให้คนคิดใหม่ แต่ต้องสร้างพื้นที่ กระบวนการ และโอกาสที่ทำให้ความคิดนั้นได้รับการพัฒนาและถูกนำไปทดลองจริง นี่คืออีกหนึ่งวิธีที่เราใช้พัฒนาศักยภาพของคน ควบคู่ไปกับการสร้างนวัตกรรมและการเติบโตจากภายในองค์กร
อ่านเพิ่มเติม เมื่อโลกธุรกิจจริง กลายเป็นห้องเรียนของคนรุ่นใหม่โจทย์จริง ทำให้การเรียนรู้ไปไกลกว่าการหาคำตอบ ความรู้จากห้องเรียนเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่เมื่อต้องนำมาใช้กับโลกธุรกิจจริง ผู้เรียนต้องคิดมากกว่าการหาคำตอบที่ ถูก เพราะยังต้องตอบให้ได้ว่า ไอเดียนั้นแก้ปัญหาอะไร ตอบโจทย์ธุรกิจหรือไม่ และสามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ใน CP CUP โครงการจาก เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยฝ่ายทรัพยากรบุคคลเครือฯ ร่วมกับสถาบันผู้นำฯ เวทีที่เปิดโอกาสให้นักศึกษานำความรู้และไอเดียมาพัฒนาเป็น Solution เพื่อแก้โจทย์ธุรกิจจริงของเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อค้นหาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ และค้นหาแนวคิดทางธุรกิจที่ตอบโจทย์องค์กร จุดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันว่าใครมีไอเดียดีที่สุด แต่คือ การนำโจทย์ที่องค์กรมีอยู่จริง มาเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาคน อย่าให้แค่โจทย์ แต่ต้องให้เห็น บริบทของโจทย์ด้วย การคิด Solution จากข้อมูลบนกระดาษ กับการได้เห็นว่าธุรกิจทำงานจริงอย่างไร ย่อมทำให้เห็นโจทย์ในมุมที่แตกต่างกัน CP CUP จึงไม่ได้มีเพียง Business Case และการนำเสนอผลงาน แต่เชื่อมการแก้โจทย์เข้ากับการเยี่ยมชมและเรียนรู้จากธุรกิจจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังโจทย์ ทั้งรูปแบบธุรกิจ กระบวนการทำงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ถูกนำมาใช้จริง เมื่อได้เห็นบริบทจริง ผู้เรียนจึงสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนในมหาวิทยาลัยเข้ากับการปฏิบัติ และนำสิ่งที่พบกลับมาทบทวนและพัฒนา Solution ให้มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจมากขึ้น ให้ผู้เรียนเป็นเจ้าของกระบวนการคิด CP CUP เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิด พัฒนาแผนธุรกิจ และนำเสนอแนวทางของตัวเองต่อคณะกรรมการ ระหว่างทาง ผู้เรียนต้องใช้ทักษะหลายด้านไปพร้อมกัน ตั้งแต่การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น การบริหารเวลา ไปจนถึงภาวะผู้นำ ขณะที่การประเมินไม่ได้มองเพียงตัวแผน แต่ครอบคลุมทั้ง ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอ โจทย์ธุรกิจหนึ่งโจทย์จึงไม่ได้ฝึกเพียงความสามารถในการ คิดแผน แต่กลายเป็นพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ทดลองใช้ทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานจริงหลายด้านพร้อมกัน จากห้องเรียน สู่โลกธุรกิจและการเรียนรู้ระดับนานาชาติ การเรียนรู้จะกว้างขึ้นอีก เมื่อผู้เรียนไม่ได้หยุดอยู่แค่การคิด Solution แต่มีโอกาสออกไปเห็นว่าโลกธุรกิจจริงกำลังทำอะไร และบริบทอื่นแตกต่างจากสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคยอย่างไร CP CUP จึงต่อยอดการเรียนรู้ จากห้องเรียนสู่โลกธุรกิจจริง จากแนวคิดสู่การลงมือปฏิบัติ และจากการแข่งขันในประเทศสู่การเรียนรู้ระดับนานาชาติ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ชนะได้ศึกษาธุรกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในประเทศจีน เพื่อเปิดมุมมองและนำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับมาต่อยอด Solution ของตัวเอง ตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีกและอุตสาหกรรมอาหาร ไปจนถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์และ AI การได้สัมผัสสิ่งที่เกิดขึ้นจริงช่วยให้คนรุ่นใหม่มองเห็นทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในโลกธุรกิจ ขณะเดียวกัน การเรียนรู้จากบริบทที่แตกต่างยังช่วยให้เห็นว่า Solution ที่เหมาะกับพื้นที่หนึ่ง อาจต้องปรับ เมื่อผู้คน ตลาด และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ทำให้การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การแก้โจทย์ แต่ขยายไปสู่การคิดและทำงานในบริบทที่กว้างขึ้น เปลี่ยน โจทย์ของธุรกิจ ให้เป็น โอกาสในการพัฒนาคน การพัฒนาคนไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ธุรกิจเองก็สามารถเป็นพื้นที่การเรียนรู้ได้ เริ่มจากนำโจทย์จริงมาให้คิด เปิดโอกาสให้ผู้เรียนพัฒนาแนวทางด้วยตัวเอง พาไปเห็นบริบทและการทำงานจริง แล้วนำสิ่งที่พบกลับมาต่อยอดความคิด กระบวนการนี้ช่วยให้ผู้เรียนเชื่อมความรู้เข้ากับการปฏิบัติ พร้อมพัฒนาทักษะจากการลงมือทำจริง ขณะที่องค์กรก็ได้เห็นทั้งศักยภาพของคนรุ่นใหม่และแนวคิดใหม่ ๆ ที่สามารถนำมาต่อยอดกับโจทย์ทางธุรกิจได้ บางครั้ง การสร้างพื้นที่เรียนรู้ อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างหลักสูตรใหม่ แต่เริ่มจากการมองกลับเข้ามาในธุรกิจว่า มีโจทย์จริงอะไรที่สามารถเปลี่ยนให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ได้บ้าง แล้วเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ลองคิด ลงมือทำ เห็นของจริง และนำสิ่งที่เรียนรู้กลับไปพัฒนาความคิดของตัวเองต่อไป
อ่านเพิ่มเติม เมื่อ AI เก่งขึ้น ผู้นำต้องเก่งอะไร?AI ช่วยคิดได้ แต่ผู้นำยังต้องเป็นคนตัดสินใจ เมื่อ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล มองแนวโน้ม และสร้างทางเลือกได้มากขึ้น ความท้าทายของผู้นำจึงไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ว่า จะใช้ AI อย่างไร แต่ต้องรู้ว่า เรื่องไหนควรให้ AI ช่วย และเรื่องไหนยังต้องอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์ แนวคิดสำคัญของ Transformative Leader Program (TLP) หลักสูตรพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงของ CPLI คือการสร้าง Bionic Leaders ผู้นำที่สามารถผสานเทคโนโลยีในการขยายขีดความสามารถของมนุษย์ มอง AI เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพของผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจแทน โดยสิ่งที่ยังคงเป็นบทบาทสำคัญของมนุษย์คือ Values, Judgment, Ethics และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ มองให้ไกลขึ้น แต่ตัดสินใจด้วยวิจารณญาณ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ผู้นำต้องสามารถมองเห็นความเป็นไปได้หลายทาง และพร้อมปรับกลยุทธ์เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป AI สามารถเข้ามาช่วยขยายมุมมอง วิเคราะห์ข้อมูล ความเสี่ยง และทางเลือกต่าง ๆ เพื่อให้ผู้นำเห็นภาพรอบด้านขึ้น แต่ข้อมูลไม่ได้ตัดสินใจแทนคน ผู้นำยังต้อง ตีความ เลือกทิศทาง และรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง หัวใจจึงอยู่ที่การแยกให้ออกว่า อะไรคือ AI Insight และอะไรต้องใช้ Human Judgment ใช้ AI พัฒนาคน โดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ เมื่อ AI เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารและพัฒนาคน เรื่องความไว้วางใจยิ่งสำคัญ AI สามารถช่วยให้ผู้นำมองเห็นข้อมูลเกี่ยวกับจุดแข็ง จุดที่ควรพัฒนา หรือช่วยสนับสนุนการวางแผนพัฒนารายบุคคลได้ แต่การ Coaching การให้ Feedback และการเข้าใจความต้องการของแต่ละคน ยังคงต้องอาศัย Empathy และวิจารณญาณของผู้นำ ผู้นำจึงต้องรู้ทั้ง ศักยภาพและขอบเขตของ AI รวมถึงระวังเรื่อง Bias ความโปร่งใส และผลกระทบต่อความไว้วางใจของคนในทีม ใช้เทคโนโลยีเร่งการเปลี่ยนแปลง แต่ให้คนเป็นผู้เลือก AI ยังสามารถเป็นตัวช่วยให้ผู้นำมองการเปลี่ยนแปลงได้รอบด้านขึ้น ตั้งแต่การทำความเข้าใจแรงต้านและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไปจนถึงการช่วยขยายไอเดียและมองหาโอกาสใหม่ ๆ แต่การมีไอเดียจำนวนมากไม่ได้แปลว่าจะเกิดนวัตกรรม สิ่งสำคัญคือ Human Judgment ที่ใช้เลือก ตัดสิน และพัฒนาไอเดียให้เชื่อมโยงกับกลยุทธ์และสร้างคุณค่าได้จริง ขณะเดียวกัน ผู้นำต้องสร้างพื้นที่ให้ทีมกล้าทดลอง เรียนรู้จากสิ่งที่ไม่เป็นไปตามแผน และนำบทเรียนกลับมาปรับปรุง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีเปลี่ยน แต่หัวใจของการเป็นผู้นำยังอยู่ที่คน แนวคิดการพัฒนาผู้นำของ TLP จึงไม่ใช่การทำให้ผู้นำใช้ AI ได้มากที่สุด แต่คือ การรู้ว่าจะผสานความสามารถของ AI เข้ากับจุดแข็งของมนุษย์อย่างไร AI ช่วยให้เรามองได้ไกลขึ้น วิเคราะห์ได้เร็วขึ้น และเห็นทางเลือกได้มากขึ้น แต่การกำหนดทิศทาง การเข้าใจคน การตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม และการรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ยังคงเป็นหน้าที่ของผู้นำ เพราะในวันที่เทคโนโลยีเก่งขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ผู้นำต้องพัฒนา ไม่ใช่แค่ความสามารถในการใช้ AI แต่คือความสามารถในการใช้ AI โดยไม่สูญเสีย Human Judgment และความเป็นมนุษย์
อ่านเพิ่มเติม พัฒนาผู้นำจากภายใน สู่การแสดงออกอย่างมืออาชีพความเป็นผู้นำ ไม่ได้สะท้อนผ่านผลงานเพียงอย่างเดียว เมื่อพูดถึงการพัฒนาผู้นำ เรามักให้ความสำคัญกับความสามารถในการบริหารงาน บริหารคน หรือการตัดสินใจ แต่ในการทำงานจริง วิธีสื่อสาร การวางตัว บุคลิกที่แสดงออก และ ภาพลักษณ์ภายนอกก็มีผลต่อความเชื่อมั่นและความเป็นมืออาชีพของผู้นำไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อต้องพบปะผู้คนหลากหลายระดับ นำเสนอในที่ประชุม ทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทาย สิ่งที่ผู้นำแสดงออกล้วนสะท้อนทั้งตัวผู้นำและภาพลักษณ์ขององค์กร CPLI จึงพัฒนา Smart Talent Program: Inner Strength, Outer Style ภายใต้แนวคิด การพัฒนาบุคลิกภาพผู้นำแบบองค์รวม ที่ไม่ได้มองเพียงเรื่องการแต่งกายหรือภาพลักษณ์ภายนอก แต่ให้ความสำคัญกับ "ความพร้อมจากภายใน" (Inner Strength) และ "การแสดงออกอย่างเหมาะสม" (Outer Style) เพื่อให้ผู้นำสามารถสื่อสาร วางตัว ทำหน้าที่ได้อย่างมั่นใจและเป็นมืออาชีพในหลากหลายสถานการณ์ Inner Strength สร้างความพร้อมจากภายใน ความมั่นใจของผู้นำไม่ได้หมายถึงการพูดเก่งหรือโดดเด่นกว่าคนอื่น แต่คือการรู้ว่าควรคิด สื่อสาร และวางตัวอย่างไรให้เหมาะกับคนและสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายและกดดัน ผู้นำต้องสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนอย่างมีสติ เรียบเรียงความคิด ตัดสินใจอย่างรอบคอบ และสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ การพัฒนาทักษะเหล่านี้จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การฟังหรือจดจำหลักการ แต่ต้องเปิดโอกาสให้ได้ ทดลองและฝึกฝนจริง ผ่านการเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ การจำลองสถานการณ์ (Role Play) และการฝึกปฏิบัติ เพื่อให้ได้ลองรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ก่อนนำกลับไปใช้ในการทำงานจริง Outer Style ภาพลักษณ์ที่ดี ต้องเหมาะกับตัวเราและสถานการณ์ การพัฒนาบุคลิกภาพภายนอก คือการเข้าใจว่าสิ่งที่เราแสดงออกกำลังสื่อสารอะไรกับคนรอบข้าง ตั้งแต่การแต่งกาย การแต่งหน้า การจัดทรงผม ไปจนถึงท่าทางและการวางตัว ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารที่ช่วยเสริมความมั่นใจ และทำให้ภาพลักษณ์สอดคล้องกับบทบาทและสถานการณ์ เช่นเดียวกับ มารยาททางสังคมและมารยาทบนโต๊ะอาหาร ซึ่งอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อต้องพบปะลูกค้า คู่ค้า ผู้บริหาร หรือผู้คนจากหลากหลายบริบท การรู้ว่าควรวางตัวอย่างไร ช่วยให้สามารถสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมชาติมากขึ้น บุคลิกภาพภายนอกจึงไม่ใช่เรื่องของ ความสวยงาม เพียงอย่างเดียว แต่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้นำแสดงบทบาทของตัวเองได้อย่างเหมาะสมและเป็นมืออาชีพ จาก รู้ว่าควรทำอย่างไร สู่ ทำได้จริง การพัฒนาบุคลิกภาพก็เหมือนกับทักษะอื่น ๆ เพราะการรู้หลักการ ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถทำได้ทันที เราอาจรู้ว่าควรสื่อสารอย่างมั่นใจ แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์กดดันจริง จะเรียบเรียงความคิดและตอบสนองอย่างไร หรืออาจรู้ว่าควรวางตัวอย่างมืออาชีพ แต่เมื่อต้องเข้าสังคมในบริบทที่ไม่คุ้นเคย จะเลือกแสดงออกอย่างไรให้เหมาะสม การเรียนรู้เชิงปฏิบัติจึงมีบทบาทสำคัญ โดยใช้แนวทาง เรียนรู้ ทดลอง ฝึกฝน และนำไปใช้จริง เพื่อให้ผู้เรียนไม่ได้เพียง รู้ แต่เกิดความคุ้นเคยและสามารถนำทักษะเหล่านั้นออกมาใช้ได้เมื่อเจอสถานการณ์จริง แนวทางนี้ช่วยเปลี่ยนเรื่องบุคลิกภาพจากสิ่งที่อาจถูกมองว่าเป็น เรื่องเฉพาะบุคคล ให้กลายเป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาได้ เช่นเดียวกับทักษะด้านอื่นของการเป็นผู้นำ ผู้นำที่ดี ต้องพัฒนาทั้งภายในและภายนอก หัวใจของการพัฒนาบุคลิกภาพผู้นำแบบองค์รวม ไม่ใช่การสร้างภาพหรือเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนอื่น แต่คือการทำให้ สิ่งที่อยู่ภายในและสิ่งที่แสดงออกภายนอกสอดคล้องกัน ความรู้ ความสามารถ และการตัดสินใจที่ดี คือรากฐานสำคัญของผู้นำ ขณะเดียวกัน การสื่อสาร การวางตัว และภาพลักษณ์ที่เหมาะสม ก็ช่วยให้ความสามารถเหล่านั้นถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของหลักสูตรที่ต้องการพัฒนาทั้งภาพลักษณ์ที่เป็นมืออาชีพ การรับมือสถานการณ์ท้าทาย และการสื่อสารที่สร้างความไว้วางใจ บุคลิกภาพที่ดีไม่ใช่การเปลี่ยนให้เราเป็นคนอื่น แต่คือการรู้จักตัวเอง เข้าใจบริบท และเลือกแสดงออกให้เหมาะสมกับบทบาท เมื่อความแข็งแรงจากภายในและการแสดงออกภายนอกไปด้วยกัน ผู้นำก็จะสามารถถ่ายทอดศักยภาพที่มีออกมาได้อย่างเต็มที่ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนรอบข้างและเป็นตัวแทนขององค์กรได้อย่างมืออาชีพ
อ่านเพิ่มเติม