เข้าสู่ระบบ

อีเมล / Username

รหัสผ่าน

​

ยังไม่มีบัญชี?


เข้าระบบด้วยบัญชี

google
line

แท็กที่ค้นหา "Innovation"

4 รายการที่พบ

articleImage291
Business Knowledge
Innovation
Trust
knowledge
ถอดรหัสความสำเร็จ ALL Now Logistics
16 ต.ค. 2569
30
0
เจาะลึกบทสัมภาษณ์และมุมมองกลยุทธ์จาก คุณสนิฎา มานะกิจภิญโญ รองกรรมการผู้จัดการสายงาน Commercial Operation ของ ALL Now Logistics ถึงเส้นทางความท้าทาย การปรับตัวช่วงวิกฤต การสร้างโมเดลธุรกิจแบบ Win-Win-Win และเป้าหมายการก้าวกระโดดสู่ก้าวต่อไปด้วย Data และเทคโนโลยี จุดเริ่มต้นและความท้าทายสำคัญ ในอดีต ALL Now เริ่มต้นจากการเป็นตัวกลางขนส่งให้ลูกค้ารายหลักอย่าง CP ALL โดยเน้นการขนส่งช่วงกลาง (Mid-mile) จากศูนย์กระจายสินค้า (DC) ไปยังสาขา 7-Eleven จุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2019 (ช่วง COVID-19) พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปสู่การส่งสินค้าถึงมืออย่างรวดเร็ว (Last-mile Delivery) ALL Now ร่วมมือกับ 7-Eleven พัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคภายใน 1 ชั่วโมง แม้มีความท้าทายด้าน Lead Time แต่เมื่อตลาด Food Delivery เติบโต บริษัทก็เร่งปรับตัวเพื่อรักษา Market Share ไว้อย่างมั่นคง การขยาย Scale จากงานในเครือ สู่ตลาดภายนอก ALL Now ใช้กลยุทธ์ Synergy (ผนึกกำลัง) ขยายขอบเขตบริการไปยังธุรกิจอื่นๆ เช่น CP Extra (แม็คโคร, โลตัส) และ CPF ส่งผลให้กองรถขนส่งเติบโตก้าวกระโดดภายใน 2–3 ปี: กองรถขนส่ง (Fleet): ขยายจาก 1,700 คัน เป็น 7,000+ คัน เครือข่ายเถ้าแก่ขนส่ง: เพิ่มขึ้นเป็น 1,700+ ราย เป้าหมายรายได้: เติบโตพุ่งทะยาน 5 เท่า ภายในปี 2026 โมเดลกลยุทธ์ Win-Win-Win (Fleet as a Service) ALL Now เปลี่ยนบทบาทจากการบริหาร Fleet เพื่อทำงานภายใน มาเป็นการ "สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation)" ให้พันธมิตรผ่านโครงสร้างความร่วมมือ 3 ส่วน: ALL Now: ใช้ Volume การสั่งซื้อขนาดใหญ่ ต่อรองราคารถ, น้ำมัน, บอร์ด Fleet Card, ประกันภัย, ยาง และค่าซ่อมบำรุง เพื่อให้ได้ต้นทุนที่ดีที่สุด เถ้าแก่ขนส่ง: ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านราคาต่ำกว่าท้องตลาด ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน คนขับรถ: มีหลักประกันความปลอดภัย คู่สัญญาคล่องตัว ต้นทุนน้ำมันจัดการได้ดี การปฏิบัติงานมีเสถียรภาพ และคุณภาพชีวิตดีขึ้น "เราไม่ได้มองแค่การเป็นผู้ให้บริการขนส่ง แต่คือการสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งและเติบโตยั่งยืนไปด้วยกันกับพันธมิตรทุกระดับ" ทิศทางและโอกาสใหม่ทางธุรกิจ (New Opportunities) ALL Now วางทิศทางการเติบโตไว้ใน 3 ส่วนสำคัญ เพื่อต่อยอดโครงข่ายโลจิสติกส์: Fleet Service as a Management: ต่อยอดการบริหารกองรถสู่การสร้างโมเดลผลิตภัณฑ์และบริการ B2B สำหรับเถ้าแก่ขนส่งอย่างเต็มรูปแบบ Cross-dock Other Modern Trade Network: ขยายเครือข่ายขนส่งสินค้าเข้าห้าง Modern Trade อื่นๆ ในตลาด เช่น โลตัส, แม็คโคร, บิ๊กซี, ท็อปส์ โดยใช้ประโยชน์จากกองรถและคลังที่มีอยู่ B2C Fulfillment (ของสด/สินค้าทั่วไป): สร้างโมเดล Fulfillment สินค้าประเภท บริการเก็บ-แพ็ค-ส่ง ทั้งแบบ Same-day Delivery ผ่าน Fleet ของเราเอง และ Next-day Delivery ร่วมกับพันธมิตรขนส่ง ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) และเป้าหมายการเติบโต 2021–2026 เติบโตพุ่งสูง: รายได้จากประมาณ 2,900 ล้านบาท ในปี 2021 มุ่งสู่เป้าหมายเติบโต ~5 เท่า ในปี 2026 อัตราการเติบโต (Growth Rate): คิดเป็น +382.76% การทรานส์ฟอร์มองค์กร: ปรับเพิ่มทักษะพนักงาน (Reskill/Upskill) นำระบบเทคโนโลยีที่ดีขึ้นมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนในอนาคต
อ่านเพิ่มเติม
articleImage312
CPLI
เปลี่ยนพนักงานให้เป็นกระบอกเสียงขององค์กร
16 ต.ค. 2569
3
0
Employee Voice เมื่อเรื่องราวขององค์กร ถูกเล่าผ่านเสียงของคนใน ในยุคที่ทุกคนสามารถเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ได้ การสื่อสารเรื่องราวขององค์กรไม่จำเป็นต้องมาจากช่องทางทางการเพียงอย่างเดียว เพราะพนักงานเองก็สามารถเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ช่วยถ่ายทอดเรื่องราว วัฒนธรรม และคุณค่าขององค์กรออกไปได้ แต่การสร้าง Employee Voice ไม่ใช่เพียงการชวนพนักงานมาโพสต์หรือทำคอนเทนต์ สิ่งสำคัญคือการทำให้พนักงานเข้าใจสิ่งที่องค์กรต้องการสื่อสาร มีทักษะในการถ่ายทอด และรู้จักใช้เสียงของตัวเองอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ นี่คือแนวคิดเบื้องหลัง C.P. SUPER KOL โครงการจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย CPLI ที่พัฒนาพนักงานให้เป็นกระบอกเสียงขององค์กร ผ่านการเรียนรู้ทักษะการสื่อสาร การสร้างคอนเทนต์ และการถ่ายทอดค่านิยมองค์กรในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย พร้อมสร้างเครือข่ายพนักงานจากหลากหลายกลุ่มธุรกิจให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรร่วมกัน จาก Employee สู่ Employee Voice ต้องเริ่มจากการ เข้าใจ ก่อน เล่า การเป็นกระบอกเสียงที่ดีไม่ได้เริ่มจากการมีกล้องดี พูดเก่ง หรือมีผู้ติดตามจำนวนมาก แต่เริ่มจากการ เข้าใจเรื่องที่ต้องการสื่อสารก่อน พนักงานต้องเข้าใจทั้งค่านิยม วัฒนธรรม และตัวตนขององค์กร แล้วจึงนำสิ่งเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริงของตัวเอง เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวที่คนอื่นเข้าใจและรู้สึกเชื่อมโยงได้ C.P. SUPER KOL จึงไม่ได้กำหนดให้ทุกคนเล่าเรื่องในรูปแบบเดียวกัน แต่เปิดพื้นที่ให้เรื่องราวมีความหลากหลาย ตั้งแต่ ชีวิตการทำงาน นวัตกรรม ไปจนถึงความยั่งยืน ขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงกลับมาที่ค่านิยมขององค์กร และแปลงแนวคิดเหล่านั้นให้กลายเป็นเรื่องราวหรือพฤติกรรมที่จับต้องได้ เพราะค่านิยมองค์กรจะมีความหมายมากขึ้น เมื่อคนไม่ได้เพียง จำได้ แต่สามารถ มองเห็น เชื่อมโยง และเล่าผ่านประสบการณ์จริงของตัวเองได้ ทักษะการสื่อสาร ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่ฝึกฝนได้ หลายคนอาจคิดว่าการเป็น KOL ต้องเป็นคนพูดเก่ง กล้าแสดงออก หรือทำคอนเทนต์เป็นอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริง การสื่อสารและการเล่าเรื่องเป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้ C.P. SUPER KOL จึงออกแบบการเรียนรู้ให้พนักงานได้ทั้งเรียนรู้จาก Influencer และผู้มีประสบการณ์ ฝึกสร้างคอนเทนต์ ลงมือผลิตและเผยแพร่จริง รวมถึงเรียนรู้ผ่านโจทย์และการแข่งขัน เมื่อได้ลงมือทำจริง พนักงานไม่ได้เรียนรู้เพียงวิธีถ่ายคลิปหรือใช้ Social Media แต่ยังได้ฝึกคิดว่า จะทำเรื่องยากให้เข้าใจง่ายได้อย่างไร จะเล่าเรื่องให้กระชับและน่าสนใจอย่างไร และจะทำให้สิ่งที่สื่อสารสร้างคุณค่าให้กับคนดูได้อย่างไร จากพนักงานที่อาจไม่เคยทำคอนเทนต์เกี่ยวกับงาน จึงสามารถค่อย ๆ พัฒนาความกล้า ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการสื่อสารที่นำกลับไปใช้กับการทำงานด้านอื่นได้เช่นกัน Employee Voice ที่ดี ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ การมีพื้นที่และเครื่องมือในการสื่อสาร หมายความว่าพนักงานมีโอกาสส่งเสียงได้ไกลขึ้น แต่ยิ่งเสียงไปได้ไกลเท่าไร ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่สื่อสารก็ยิ่งสำคัญขึ้น การเป็น KOL จึงไม่ได้วัดจากยอด Like ยอด View หรือจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึง ความถูกต้อง ประโยชน์ของเนื้อหา และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้รับสาร แนวคิดของ C.P. SUPER KOL จึงให้ความสำคัญกับการเป็น Ethical KOL ที่สื่อสารข้อมูลอย่างถูกต้อง ใช้ทักษะการเล่าเรื่องเพื่อส่งต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ และสร้างอิทธิพลเชิงบวกต่อคนรอบข้างและสังคม เพราะในโลกที่ใครก็สามารถสร้างคอนเทนต์ได้ สิ่งที่ทำให้ เสียง หนึ่งมีคุณค่า ไม่ใช่แค่มีคนได้ยินมากแค่ไหน แต่คือ สิ่งที่พูดออกไปมีความน่าเชื่อถือและสร้างประโยชน์ได้มากแค่ไหน จากเสียงของพนักงาน สู่เครือข่ายเสียงขององค์กร หัวใจของ Employee Voice ไม่ใช่การทำให้พนักงานทุกคนกลายเป็น Influencer แต่คือการสร้าง คนที่เข้าใจองค์กร มีทักษะในการสื่อสาร และรู้ว่าจะใช้เสียงของตัวเองสร้างคุณค่าอย่างไร เมื่อพนักงานจากหลากหลายธุรกิจได้มาเรียนรู้ ทดลองทำ Mission และทำกิจกรรมร่วมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาทักษะของแต่ละคน แต่ยังช่วยสร้างเครือข่าย C.P. SUPER KOL ที่สามารถแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และช่วยกันถ่ายทอดเรื่องราวขององค์กรผ่านมุมมองและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน การสื่อสารจึงไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเป็นข้อความที่ส่งออกจากส่วนกลางเพียงทางเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรผ่านเรื่องราวจริงของตัวเอง กระบอกเสียงที่ทรงพลังขององค์กร อาจไม่ใช่เสียงที่ดังที่สุด แต่คือเสียงจากคนข้างในที่เข้าใจองค์กร เล่าเรื่องได้อย่างจริงใจ และสื่อสารอย่างรับผิดชอบ เมื่อเสียงเหล่านี้เชื่อมต่อกัน ก็สามารถช่วยให้ค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรถูกส่งต่อผ่านคนจริง ๆ ในองค์กรได้อย่างเป็นธรรมชาติ
อ่านเพิ่มเติม
articleImage258
2 ทีมนวัตกรทรู กับนวัตกรรมที่ช่วยให้ทุกประสบการณ์ตรงใจลูกค้า ในเวลาที่เทคโนโลยีและดาต้าคือพลัง
29 ก.ย. 2569
11
0
ในยุคที่เทคโนโลยีและความคาดหวังของลูกค้าเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรจำเป็นต้องพัฒนานวัตกรรมให้ต่อเนื่องและสอดคล้องกับความคาดหวังนั้น โดยรายงานของ World Economic Forum ปี 2025 ชี้ว่า นวัตกรรมและการเติบโตจะสร้างคุณค่าเพิ่มได้ต่อเมื่อมีวงจรการสร้างไอเดียต่อเนื่อง การร่วมสร้างไปกับผู้บริโภค และการขยายผลอย่างฉับไว แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่า หัวใจของการสร้างนวัตกรรมไม่ใช่เพียงการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่คือการนำเทคโนโลยีนั้นมาเชื่อมโยงกับความต้องการของลูกค้า และส่งต่อประสบการณ์ที่ตรงใจอย่างแท้จริง ดังเช่นการสร้างสรรค์นวัตกรรมของ 2 ทีมนวัตกรทรู ที่มองประสบการณ์ของลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาและต่อยอดให้เกิดนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงและเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน True Dynamic Script นวัตกรรมผู้ช่วยพนักงานขาย ที่สร้างบทสนทนาและเสนอขายที่ตรงใจลูกค้า เมื่อการแข่งขันการขายไม่ได้วัดกันที่สินค้าและโปรโมชันเพียงอย่างเดียว แต่คือการมอบประสบการณ์ที่ตรงความต้องการของลูกค้าในเวลาที่เหมาะสม การขายที่เน้นการสื่อสารที่ครบถ้วนและชัดเจนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทีม Telesales และ Customer Service ของทรูได้นำมาพัฒนาทักษะและประสบการณ์ของพนักงานอยู่เสมอ นันทภัส อัมพวานนท์ นวัตกรจากฝ่ายงาน Call Center เล่าว่า สถานการณ์เช่นนี้ ความท้าทายสำคัญของทีม Telesales คือการพัฒนาพนักงานขายให้รับมือกับกระบวนการขายที่ซับซ้อนและสินค้าที่หลากหลาย โดยเฉพาะพนักงานใหม่ที่ต้องเรียนรู้และสื่อสารได้อย่างมั่นใจตั้งแต่วันแรกๆ ซึ่งการฝึกอบรมหรือเครื่องมือแบบเดิมอาจไม่เพียงพอสำหรับการบริการในยุคนี้ ปกติพนักงานขายจะมีสคริปต์การขายสำหรับเสนอสินค้าและบริการให้ลูกค้าในรูปแบบคู่มือที่เป็น Static Script จึงต้องอาศัยทักษะในการเรียนรู้และจดจำเพียงของพนักงานเป็นหลัก เราคิดว่าถ้าพนักงานขายมีสคริปต์การขายที่ตอบโจทย์สินค้าหรือบริการของลูกค้าได้แบบเรียลไทม์ ก็จะทำให้การให้บริการเป็นไปอย่างราบรื่น จากแนวคิดนี้ นันทภัสและทีมจึงพัฒนา True Dynamic Script สคริปต์การขายออนไลน์ที่สามารถปรับเลือกได้ตามบทสนทนาจริงกับลูกค้า โดยมีการศึกษาและวิเคราะห์บทสนทนาของพนักงานขายระดับแนวหน้า ซึ่งถือเป็นองค์ความรู้ภายใน (in-house knowledge) เพื่อดึงเทคนิคการสื่อสารที่ดีที่สุด มาประกอบกับโครงสร้างสคริปต์ ทำให้พนักงานทุกคนสามารถเรียนรู้และนำไปใช้ได้ทันที เบื้องหลังเป็นการทำงานของทีมนวัตกรใช้เวลากว่า 7 เดือน โดยมี ดร.ภู เอี่ยมเจริญยิ่ง เป็นผู้พัฒนาหลักของโปรเจกต์ ซึ่งทีมงานเริ่มจากเก็บข้อมูลปัญหาที่พนักงานเจอจริงทุกวัน ออกแบบโครงสร้างสคริปต์ที่รองรับสถานการณ์หลากหลาย และเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลสินค้าและบริการของทรู ในช่วงทดลองใช้ทีมงานประชุมกับฝ่าย Operation ที่ใช้งานจริงทุกสัปดาห์ เพื่อปรับและพัฒนาการทำงานให้สมบูรณ์ หลักการทำงานสำคัญคือ เมื่อพนักงานสนทนากับลูกค้า True Dynamic Script จะทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้ช่วยที่คอยแนะนำคำถาม คำตอบ และทางเลือกที่เหมาะสมในแต่ละขั้นตอน ทำให้การสื่อสารราบรื่น และลูกค้าได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนทุกครั้ง ส่งผลให้มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์ที่ชัดเจนคือพนักงานใหม่สามารถพัฒนาทักษะจนใกล้เคียงพนักงานเดิมภายใน 2 สัปดาห์ อัตราปิดการขายและรายได้เฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น และการพัฒนานวัตกรรมขึ้นเองในองค์กรยังช่วยประหยัดค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ได้กว่า 15 ล้านบาทต่อปี พร้อมความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนทันทีเมื่อมีแคมเปญใหม่ ที่สำคัญ True Dynamic Script ยังช่วยพัฒนากลุ่มพนักงานที่มีผลงานต่ำ (Low Performance) ให้กลับมามีความมั่นใจและพัฒนาทักษะการสื่อสารได้จริง ถือเป็นนวัตกรรมที่ยกระดับทั้งคุณภาพการบริการที่ลูกค้าได้รับ พัฒนาศักยภาพของพนักงานในทุกระดับ พร้อมกับการเพิ่มรายได้ให้กับองค์กรไปพร้อมกัน TrueVisions Subscription Data Analyst นวัตกรรมที่ช่วยให้ทรูวิชั่นส์เข้าใจลูกค้ากว่า 2 ล้านรายได้ดียิ่งขึ้น โจทย์ของธุรกิจสื่อและความบันเทิงในวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การคัดสรรคอนเทนต์คุณภาพ แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่ตรงใจในทุกขั้นตอนของบริการ อนุสรณ์ อินสา นวัตกรจากทีม Broadcast Content Production Solution ของทรูวิชั่นส์ มองว่า หัวใจสำคัญเบื้องหลังประสบการณ์ตรงใจนี้คือ ดาต้าหลังบ้านที่ต้องมีการจัดการให้เชื่อมโยงกันได้ เพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนาการดูแลลูกค้าในเชิงรุก หลังจากทรูวิชั่นส์เปิดตัวแอปพลิเคชัน TrueVisions NOW และมีผู้ใช้งานมากกว่า 2 ล้านราย ความท้าทายคือการจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลที่กระจายจากหลายฝ่ายงานและมีฟอร์แมตต่างกัน เพราะหากจะนำมาวิเคราะห์ต้องใช้เวลาและกำลังพลจำนวนมาก ในทีมจึงคิดกันว่าควรมีการพัฒนาระบบที่เป็นศูนย์กลางข้อมูล เพื่อทำงานให้ทันต่อเทรนด์และความต้องการที่เปลี่ยนแปลงเร็ว อนุสรณ์ เล่าถึงปัญหาที่เขาและทีมมองเห็น จากแนวคิดนี้ ทีมนวัตกรจึงสร้าง TrueVisions Subscription Data Analyst ให้เป็นระบบกลางที่เชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งในองค์กร โดยรวบรวมให้อยู่ในรูปแบบเดียว เพื่อประมวลผลด้วย AI และ Machine Learning รวมถึงออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้ (UI/UX) เป็น Dashboard ที่ใช้งานง่าย เสริมด้วยระบบ Automation แจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ ทำให้การทำงานเร็วขึ้น ลดความผิดพลาด พร้อมส่งต่อข้อมูลเชิงลึกไปยังทีมที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ดูแลลูกค้าอย่างแม่นยำ เราทำงานแบบ End to End ตั้งแต่การออกแบบระบบหลังบ้าน เชื่อมต่อข้อมูล รับข้อเสนอแนะจากฝ่ายปฏิบัติการและบริการลูกค้า โดยใช้เวลาพัฒนากว่า 8 เดือนและทดลองใช้งานจริงเพื่อให้ระบบพร้อมใช้งานเต็มประสิทธิภาพ อนุสรณ์เน้นว่า จุดแตกต่างของนวัตกรรมนี้ที่ไม่มีในตลาดคือ การใช้ AI คาดการณ์แนวโน้มและค้นหา Root cause ได้แม่นยำถึง 90–95% เช่น การยกเลิกบริการ (churn) ช่วยให้หลายหน่วยงานทำงานเชิงรุกได้จริง จากการใช้งานกว่า 3 เดือน ยังลดเวลาการทำงานจาก 150 นาที เหลือเพียงไม่กี่นาที นอกจากนี้ ระบบยังช่วยประหยัดต้นทุนการทำงานได้กว่า 1.4 ล้านบาท อีกหนึ่งจุดสำคัญของการพัฒนาระบบขึ้นเองภายในองค์กร คือการทำให้ข้อมูลได้รับการปกป้องอย่างปลอดภัย ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เคร่งครัด และดำเนินงานตามมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลข้อมูล เขาอธิบาย จากผลลัพธ์ดังกล่าวนี้ สะท้อนว่า TrueVisions Subscription Data Analyst เป็นทั้งเครื่องมือยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรไปพร้อมกัน การเดินทางของนวัตกรรมที่ไม่หยุดเพียงความสำเร็จครั้งเดียว นวัตกรรมไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากโจทย์ธุรกิจและแรงบันดาลใจของคนทำงาน โดยผลงาน True Dynamic Script และ TrueVisions Subscription Data Analyst คือตัวอย่างจากสองทีมนวัตกรทรูที่คว้ารางวัล Chairman Award บนเวที CP Innovation Symposium 2025 ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานจากทุกกลุ่มธุรกิจเครือซี.พี.กว่า 15 ประเทศและเขตเศรษฐกิจได้ส่งผลงานเข้าประกวด ทั้ง นันทภัส และ อนุสรณ์ ต่างร่วมงานกับทรูมากว่า 10 ปี ผ่านการสร้างสรรค์และต่อยอดโครงการหลายรูปแบบ โดยมี True Innovation Center เป็นหน่วยงานสนับสนุนสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง ทั้งสองเห็นตรงกันว่า วัฒนธรรมของทรูเปิดโอกาสให้พนักงานทุกคนได้คิด ทดลอง และพัฒนาสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ ผมทำงานในส่วน Engineering เราไม่สามารถหยุดนิ่งได้ แม้จะสร้างระบบที่เสถียรแล้ว ก็ยังต้องหาทางทำให้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนลงไปเรื่อยๆ โดยส่วนตัวก็ชอบติดตามข่าวเทคโนโลยีและเทรนด์โลกอยู่เสมอ และคิดว่าจะนำมาใช้กับงานในองค์กรอย่างไรให้ดีขึ้นเรื่อยๆ องค์กรก็เปิดโอกาสให้เราได้ทำสิ่งใหม่เสมอ อนุสรณ์เล่าถึงแรงบันดาลใจ ซึ่งก่อนหน้านี้ทีมของอนุสรณ์เคยได้รับรางวัลจากเวที CP Innovation มาแล้วกับผลงาน Application Broadcast Monitoring System (ระบบตรวจสอบอุปกรณ์การออกอากาศเรียลไทม์ผ่านมือถือ) เช่นเดียวกับ นันทภัส ที่ชอบแสวงหาความรู้และไอเดียใหม่ๆ อยู่เสมอ นวัตกรรมบางอย่างไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์ อาจมีเครื่องมือที่ใช้งานได้แล้วในระดับหนึ่ง และพร้อมให้เรานำมาต่อยอดจน Scale up ได้ การเปิดรับข้อมูลและไอเดียจากหลากหลายช่องทางทำให้เราพร้อมเสมอ เมื่อมีโจทย์ใหม่เข้ามา เราก็สามารถเชื่อมโยงและต่อยอดได้ทันที ตอนนี้ทีมก็พัฒนานวัตกรรมการขายที่ใช้ Bot และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น และส่งประกวดเวทีภายนอกด้วยเช่นกัน สองทีมนวัตกรนี้คือภาพสะท้อนว่า การสร้างนวัตกรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เกิดขึ้นได้จากการมองเห็นโจทย์จริง ลงมือพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งไม่เพียงช่วยให้องค์กรทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น แต่ยังต่อยอดไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าได้จริง
อ่านเพิ่มเติม
articleImage308
Business Knowledge
ออกแบบ Learning Platform อย่างไร ให้ความรู้เดินทางได้ครบวงจร
16 ต.ค. 2569
8
0
เมื่อ Knowledge Journey อยู่คนละระบบ ระบบการเรียนรู้ที่ดี ไม่ได้มีหน้าที่เพียงนำ Content มาให้คนเรียน แต่ควรช่วยให้ องค์ความรู้เดินทางได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่คนที่สร้างความรู้ ไปจนถึงคนที่นำความรู้นั้นไปใช้ เดิมการบริหารองค์ความรู้ของโครงการเถ้าแก่มีการทำงานข้ามระหว่าง 2 ระบบ ผู้เข้าร่วมส่งมอบองค์ความรู้ (KM) ผ่าน CPG Connect เครื่องมือสื่อสารและการทำงานร่วมกันภายในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ขณะที่การเผยแพร่และเรียนรู้องค์ความรู้อยู่บน CPLI Learning Space ระบบจัดการการเรียนรู้ของ CPLI ทำให้ผู้ใช้งานอาจเกิดความสับสน และทีมบริหารองค์ความรู้ต้องดาวน์โหลดไฟล์จากระบบหนึ่ง เพื่อนำมาอัปโหลดอีกระบบหนึ่ง CPLI จึงกลับมาตั้งโจทย์ใหม่ว่า จะทำอย่างไรให้การสร้าง ตรวจสอบ ประเมิน เผยแพร่ และเรียนรู้องค์ความรู้ เชื่อมต่อกันได้ใน Platform เดียว ออกแบบจาก Journey ไม่ใช่แค่เพิ่มฟีเจอร์ แทนที่จะมองเพียงว่าระบบต้องมีพื้นที่สำหรับ Upload Content แต่ CPLI เริ่มจากการมอง Journey ขององค์ความรู้ทั้งกระบวนการ ว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้างและแต่ละคนต้องทำอะไร จากแนวคิดนี้จึงเกิดการพัฒนาเมนู User Create Content (UCC) บน CPLI Learning Space เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างและส่งมอบ KM ได้โดยตรง พร้อมรองรับกระบวนการตรวจสอบและอนุมัติจากผู้เกี่ยวข้องก่อนเผยแพร่ ทำให้เส้นทางของ KM ตั้งแต่ สร้าง ส่งมอบ ตรวจสอบ ประเมิน อนุมัติ ไปจนถึงเผยแพร่ สามารถดำเนินต่อกันภายในระบบเดียว ลดการส่งต่อข้อมูลระหว่างระบบและลดขั้นตอนการทำงานของทีมงาน เชื่อมทุก Stakeholder ให้อยู่ใน Workflow เดียวกัน การทำให้เป็น One Single Platform ไม่ได้หมายถึงแค่การรวมข้อมูลไว้ในที่เดียว แต่ต้องทำให้ คนที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานต่อกันได้อย่างเป็นระบบ ผู้เข้าร่วมสามารถส่ง KM ผู้เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบและให้คะแนน คณะกรรมการสามารถพิจารณาองค์ความรู้ ขณะที่ทีม Admin สามารถติดตามสถานะและนำ Content ที่ผ่านกระบวนการขึ้นเผยแพร่บน CPLI Learning Space ได้ เมื่อองค์ความรู้ถูกเผยแพร่แล้ว KM ก็ไม่ได้จบอยู่ที่การ ส่งงานสำเร็จ แต่กลับเข้าสู่ "คลังความรู้" ให้พนักงานสามารถค้นหา ศึกษา และนำองค์ความรู้นั้นไปต่อยอดได้อีกครั้ง จึงเกิดเป็นวงจรที่เชื่อม คนสร้างความรู้ คนตรวจสอบความรู้ และคนที่เข้ามาเรียนรู้ เข้าด้วยกัน เมื่อข้อมูลการเรียนรู้ เชื่อมต่อกับการประเมิน อีกส่วนสำคัญคือ ผลการตรวจและให้คะแนน KM ไม่ได้อยู่เฉพาะใน CPLI Learning Space แต่ยังเชื่อมต่อกับ PMS ซึ่งใช้ในการประเมินผู้เข้าร่วมโครงการ ข้อมูลจากกระบวนการ KM จึงสามารถเดินทางต่อไปยังอีกส่วนของการพัฒนาผู้เข้าร่วมได้ โดยไม่ต้องจบลงเป็นข้อมูลแยกส่วนในแต่ละระบบ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีหลายระบบที่ทำงานได้ดี แต่คือการออกแบบให้แต่ละระบบและ Stakeholder เชื่อมต่อกันตาม Journey เดียวกัน จาก LMS สู่ Learning Knowledge Ecosystem บทเรียนจากการพัฒนา UCC สะท้อนว่า การยกระดับ LMS ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำถามว่า ระบบควรมีฟีเจอร์อะไรเพิ่ม? แต่อาจเริ่มจากการมองว่า ผู้ใช้งานต้องเดินผ่านกระบวนการอะไร และตรงไหนที่เราสามารถทำให้ Journey นั้นง่ายและต่อเนื่องขึ้นได้? เมื่อออกแบบจาก Journey เทคโนโลยีจึงไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อลดขั้นตอน แต่ช่วยเชื่อม คน กระบวนการ ข้อมูล และองค์ความรู้ ให้ทำงานต่อเนื่องกัน จากระบบที่มีไว้สำหรับการเรียนรู้ จึงค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ Learning Knowledge Ecosystem ที่ทำให้องค์ความรู้เดินทางได้ครบวงจร ตั้งแต่การสร้าง ตรวจสอบ ประเมิน เผยแพร่ จนกลับมาเป็นแหล่งเรียนรู้ให้คนในองค์กรต่อไป
อ่านเพิ่มเติม