People & Culture Excellence
หมวดหมู่ความรู้ : People & Culture Excellence
16 ต.ค. 2569
8
0

นวัตกรรมเริ่มได้จากคนในองค์กร
พนักงานที่อยู่ใกล้กับงาน ลูกค้า และปัญหาทางธุรกิจ มักมองเห็นทั้ง Pain Point และโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในการทำงาน แต่การมีไอเดียเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
โครงการ CP Exponential Surge จากเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย CPLI จึงเป็นพื้นที่ให้พนักงานจากหลากหลายกลุ่มธุรกิจนำไอเดียมาพัฒนา เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของธุรกิจและสร้างนวัตกรรมจากภายในองค์กร
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการค้นหาไอเดียที่ดีที่สุด แต่คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พนักงานกล้าคิด กล้าทดลอง และมีโอกาสพัฒนาไอเดียให้ไปไกลกว่าเดิม
ไอเดียที่ดี ต้องผ่านกระบวนการพัฒนา
CP Exponential Surge ไม่ได้เปิดพื้นที่ให้พนักงานเพียงนำเสนอไอเดีย แต่ให้แต่ละทีมพัฒนาโครงการ ผ่านการคัดเลือก นำเสนอ รับข้อเสนอแนะ และกลับไปปรับปรุง ก่อนนำเสนออีกครั้งต่อผู้บริหารระดับสูง
กระบวนการนี้ทำให้ Feedback กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา ไม่ใช่เพียงคำตัดสินว่าไอเดียใดผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ช่วยให้เจ้าของไอเดียกลับไปคิดให้ลึกขึ้น ทั้งในด้านปัญหาที่ต้องการแก้ ความเป็นไปได้ และคุณค่าที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจ
เพราะการส่งเสริมให้คนคิดสิ่งใหม่ ไม่ได้หมายถึงการเปิดพื้นที่ให้คิดอย่างเดียว แต่ต้องมี มาตรฐานและกระบวนการที่ช่วยยกระดับคุณภาพของความคิดไปพร้อมกัน
จากไอเดีย ต้องไปให้ถึงการทดลองจริง
อีกหลักคิดสำคัญคือ ไอเดียที่ดีไม่ควรจบอยู่บนเวทีนำเสนอ โครงการที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องนำแนวคิดไปต่อยอดและทดลองดำเนินการจริง โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจ
จึงเป็นการพาพนักงานเดินทางจาก คิดไอเดีย พัฒนา รับ Feedback ไปจนถึงทดลองทำจริง ซึ่งช่วยพัฒนาทั้งตัวโครงการและคนที่อยู่เบื้องหลังโครงการไปพร้อมกัน
พัฒนาคน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงจากภายใน
การพัฒนาคนไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน แต่สามารถเกิดขึ้นผ่านโจทย์จริงที่ท้าทาย เปิดโอกาสให้พนักงานได้คิด ทดลอง เรียนรู้จาก Feedback และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของสิ่งที่ตัวเองเสนอ ขณะเดียวกันยังเป็นการนำ 6 Core Values มาสู่การลงมือปฏิบัติจริง เพราะเมื่อองค์กรต้องการให้พนักงานเป็นพลังของการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการบอกให้คนคิดใหม่ แต่ต้องสร้างพื้นที่ กระบวนการ และโอกาสที่ทำให้ความคิดนั้นได้รับการพัฒนาและถูกนำไปทดลองจริง นี่คืออีกหนึ่งวิธีที่เราใช้พัฒนาศักยภาพของคน ควบคู่ไปกับการสร้างนวัตกรรมและการเติบโตจากภายในองค์กร
บทความหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

16 ต.ค. 2569
5
0
ยอดขายอาจสะท้อนความสำเร็จในวันนี้ แต่ความไว้วางใจคือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้ในระยะยาว ในโลกธุรกิจที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมาย การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่แค่เรื่องราคาและคุณภาพสินค้า แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ โดยเฉพาะธุรกิจอาหารที่ทุกผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับคุณภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภคโดยตรง สำหรับเอเต้ ไอศกรีม ความซื่อสัตย์จึงไม่ใช่เพียงคำมั่นสัญญา แต่เป็นหลักสำคัญที่ต้องสะท้อนผ่านทุกขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ เพราะการสร้างความไว้วางใจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและความรับผิดชอบในระยะยาว เบื้องหลังไอศกรีมหนึ่งชิ้น ไม่ได้มีเพียงการสร้างสรรค์รสชาติให้อร่อย แต่ยังรวมถึงกระบวนการทำงานที่ต้องใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงระบบตรวจสอบคุณภาพที่ได้มาตรฐานสากล การให้ความสำคัญกับการตรวจสอบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษามาตรฐานของสินค้า เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ นอกจากคุณภาพของสินค้าแล้ว การสื่อสารข้อมูลอย่างถูกต้องและตรงไปตรงมาก็เป็นอีกหนึ่งความรับผิดชอบที่ธุรกิจอาหารไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นการแสดงส่วนประกอบ ข้อมูลโภชนาการ หรือรายละเอียดสำคัญบนบรรจุภัณฑ์ ล้วนเป็นข้อมูลที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการของตนเอง เพราะความซื่อสัตย์ไม่ได้หมายถึงการผลิตสินค้าให้ดีเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึง การไม่ปิดบังข้อมูลสำคัญ และสื่อสารกับผู้บริโภคอย่างชัดเจนและโปร่งใส ในมุมของธุรกิจ "ความซื่อสัตย์อาจไม่ใช่สิ่งที่สามารถวัดผลเป็นตัวเลขได้ทันที แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค" ดังนั้นเอเต้ ไอศกรีม จึงให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพ การดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบสอดคล้องตามค่านิยม 6 ประการ เพื่อเป็นการวางรากฐานให้แบรนด์ได้รับความไว้วางใจและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
อ่านเพิ่มเติม
16 ต.ค. 2569
9
0
Context: ภัยไซเบอร์ยุคนี้ไม่ได้มากับแฮกเกอร์ในห้องมืดที่พยายามเจาะระบบคอมพิวเตอร์ล้ำยุค แต่มักพุ่งเป้ามาที่ "ความเผลอ" ของพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นข้อความ SMS เพียง 1 ข้อความ คิวอาร์โค้ด 1 รูป รหัสผ่านที่เราใช้ซ้ำจนชิน หรือข้อมูล 1 ชิ้นที่เราเผลอส่งออกไป บทความนี้รวบรวมองค์ความรู้จากทีม AXONS มาแชร์เป็นวิธีรับมือแบบง่าย ๆ ที่ทำได้จริง เพื่อปกป้องเงินและข้อมูลสำคัญของคุณโดยไม่ต้องมีความรู้ด้านไอทีขั้นสูง Key Knowledge: ข้อความและลิงก์ปริศนา ด่านแรกของการล้วงข้อมูล: มิจฉาชีพรู้ว่าคนเราตกใจง่าย จึงมักใช้วิธีส่งข้อความหลอกลวงอ้างว่าบัญชีธนาคารมีปัญหา หรือให้สิทธิประโยชน์พิเศษ เพื่อให้เรากดลิงก์หรือโหลดแอปพลิเคชันนอกแอปหรือเพลย์สโตร์ทางการ เพื่อขโมยข้อมูล สิ่งที่ควรทำคือ "คิดก่อนคลิก" ตรวจสอบแหล่งที่มา หากไม่แน่ใจต้องท่องไว้ว่า ไม่คลิก ไม่กรอก ไม่โหลด และถ้าเผลอโหลดแอปพลิเคชันแปลก ๆ ไปแล้ว ให้รีบตัดอินเทอร์เน็ต (เช่น เปิดโหมดเครื่องบิน) แล้วโทรติดต่อธนาคารทันที รหัสผ่านรั่วที่เดียวอาจพังทั้งระบบ: รหัสผ่านและรหัส PIN ก็เหมือนกุญแจเข้าบ้าน เราไม่ควรใช้กุญแจดอกเดียวกันไขทุกอย่าง ควรแยกรหัสผ่านเรื่องงาน โซเชียลมีเดีย และแอปพลิเคชันการเงินออกจากกัน แนะนำให้เปลี่ยนมาตั้งรหัสผ่านเป็นประโยคยาว ๆ ที่มีความหมายกับเราเพื่อให้จำง่ายแต่คนอื่นเดายาก และควรเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบหลายขั้นตอน (MFA) ในทุกระบบที่รองรับเพื่อเป็นเกราะป้องกันอีกชั้น สแกนคิวอาร์โค้ด สะดวกได้แต่ต้องเช็กให้ชัวร์: มิจฉาชีพอาจนำสติกเกอร์คิวอาร์โค้ดปลอมมาแปะทับของจริง เพื่อหลอกให้เราโอนเงินผิดบัญชี หรือพาไปเว็บไซต์ปลอม ดังนั้นก่อนสแกนควรสังเกตรอยแปะทับ และก่อนกดยืนยันโอนเงินต้องสละเวลา 2 วินาทีเช็กชื่อบัญชีผู้รับและยอดเงินให้ชัวร์ รวมถึงสังเกตชื่อลิงก์ก่อนกดเปิดหน้าเว็บเสมอ ใช้ AI อย่างฉลาด ต้องรอบคอบก่อนป้อนข้อมูล: AI แบบสาธารณะช่วยให้เราทำงานเร็วขึ้นก็จริง แต่ก็เปรียบเสมือนพื้นที่ส่วนรวม หากเราป้อนข้อมูลความลับของบริษัท แผนธุรกิจ หรือข้อมูลลูกค้าลงไป ข้อมูลเหล่านั้นอาจถูกระบบบันทึกไปใช้เป็นฐานข้อมูลได้ จึงควรตั้งคำถามกับตัวเองก่อนพิมพ์คำสั่งเสมอว่า "ข้อมูลนี้เปิดเผยได้หรือไม่" และควรเปลี่ยนไปใช้ข้อมูลสมมติแทนข้อมูลจริงเสมอ Key Takeaway: ความปลอดภัยทางไซเบอร์ไม่ได้เริ่มจากระบบที่แพงที่สุด แต่เริ่มจาก 5 พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่เราทำเป็นประจำทุกวัน ได้แก่ คิดก่อนคลิก ตรวจสอบก่อนสแกน ไม่แชร์ข้อมูลลับ แยกใช้รหัสผ่านและเปิดการยืนยันตัวตนสองชั้น และคิดก่อนป้อนข้อมูลลง AI เพียงแค่ปรับสติก่อนใช้งาน ชีวิตดิจิทัลของเราก็ปลอดภัยขึ้นแล้ว
อ่านเพิ่มเติม
16 ต.ค. 2569
8
0
โจทย์จริง ทำให้การเรียนรู้ไปไกลกว่าการหาคำตอบ ความรู้จากห้องเรียนเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่เมื่อต้องนำมาใช้กับโลกธุรกิจจริง ผู้เรียนต้องคิดมากกว่าการหาคำตอบที่ ถูก เพราะยังต้องตอบให้ได้ว่า ไอเดียนั้นแก้ปัญหาอะไร ตอบโจทย์ธุรกิจหรือไม่ และสามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ใน CP CUP โครงการจาก เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยฝ่ายทรัพยากรบุคคลเครือฯ ร่วมกับสถาบันผู้นำฯ เวทีที่เปิดโอกาสให้นักศึกษานำความรู้และไอเดียมาพัฒนาเป็น Solution เพื่อแก้โจทย์ธุรกิจจริงของเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อค้นหาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ และค้นหาแนวคิดทางธุรกิจที่ตอบโจทย์องค์กร จุดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันว่าใครมีไอเดียดีที่สุด แต่คือ การนำโจทย์ที่องค์กรมีอยู่จริง มาเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาคน อย่าให้แค่โจทย์ แต่ต้องให้เห็น บริบทของโจทย์ด้วย การคิด Solution จากข้อมูลบนกระดาษ กับการได้เห็นว่าธุรกิจทำงานจริงอย่างไร ย่อมทำให้เห็นโจทย์ในมุมที่แตกต่างกัน CP CUP จึงไม่ได้มีเพียง Business Case และการนำเสนอผลงาน แต่เชื่อมการแก้โจทย์เข้ากับการเยี่ยมชมและเรียนรู้จากธุรกิจจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังโจทย์ ทั้งรูปแบบธุรกิจ กระบวนการทำงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ถูกนำมาใช้จริง เมื่อได้เห็นบริบทจริง ผู้เรียนจึงสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนในมหาวิทยาลัยเข้ากับการปฏิบัติ และนำสิ่งที่พบกลับมาทบทวนและพัฒนา Solution ให้มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจมากขึ้น ให้ผู้เรียนเป็นเจ้าของกระบวนการคิด CP CUP เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิด พัฒนาแผนธุรกิจ และนำเสนอแนวทางของตัวเองต่อคณะกรรมการ ระหว่างทาง ผู้เรียนต้องใช้ทักษะหลายด้านไปพร้อมกัน ตั้งแต่การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น การบริหารเวลา ไปจนถึงภาวะผู้นำ ขณะที่การประเมินไม่ได้มองเพียงตัวแผน แต่ครอบคลุมทั้ง ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอ โจทย์ธุรกิจหนึ่งโจทย์จึงไม่ได้ฝึกเพียงความสามารถในการ คิดแผน แต่กลายเป็นพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ทดลองใช้ทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานจริงหลายด้านพร้อมกัน จากห้องเรียน สู่โลกธุรกิจและการเรียนรู้ระดับนานาชาติ การเรียนรู้จะกว้างขึ้นอีก เมื่อผู้เรียนไม่ได้หยุดอยู่แค่การคิด Solution แต่มีโอกาสออกไปเห็นว่าโลกธุรกิจจริงกำลังทำอะไร และบริบทอื่นแตกต่างจากสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคยอย่างไร CP CUP จึงต่อยอดการเรียนรู้ จากห้องเรียนสู่โลกธุรกิจจริง จากแนวคิดสู่การลงมือปฏิบัติ และจากการแข่งขันในประเทศสู่การเรียนรู้ระดับนานาชาติ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ชนะได้ศึกษาธุรกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในประเทศจีน เพื่อเปิดมุมมองและนำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับมาต่อยอด Solution ของตัวเอง ตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีกและอุตสาหกรรมอาหาร ไปจนถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์และ AI การได้สัมผัสสิ่งที่เกิดขึ้นจริงช่วยให้คนรุ่นใหม่มองเห็นทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในโลกธุรกิจ ขณะเดียวกัน การเรียนรู้จากบริบทที่แตกต่างยังช่วยให้เห็นว่า Solution ที่เหมาะกับพื้นที่หนึ่ง อาจต้องปรับ เมื่อผู้คน ตลาด และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ทำให้การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การแก้โจทย์ แต่ขยายไปสู่การคิดและทำงานในบริบทที่กว้างขึ้น เปลี่ยน โจทย์ของธุรกิจ ให้เป็น โอกาสในการพัฒนาคน การพัฒนาคนไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ธุรกิจเองก็สามารถเป็นพื้นที่การเรียนรู้ได้ เริ่มจากนำโจทย์จริงมาให้คิด เปิดโอกาสให้ผู้เรียนพัฒนาแนวทางด้วยตัวเอง พาไปเห็นบริบทและการทำงานจริง แล้วนำสิ่งที่พบกลับมาต่อยอดความคิด กระบวนการนี้ช่วยให้ผู้เรียนเชื่อมความรู้เข้ากับการปฏิบัติ พร้อมพัฒนาทักษะจากการลงมือทำจริง ขณะที่องค์กรก็ได้เห็นทั้งศักยภาพของคนรุ่นใหม่และแนวคิดใหม่ ๆ ที่สามารถนำมาต่อยอดกับโจทย์ทางธุรกิจได้ บางครั้ง การสร้างพื้นที่เรียนรู้ อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างหลักสูตรใหม่ แต่เริ่มจากการมองกลับเข้ามาในธุรกิจว่า มีโจทย์จริงอะไรที่สามารถเปลี่ยนให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ได้บ้าง แล้วเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ลองคิด ลงมือทำ เห็นของจริง และนำสิ่งที่เรียนรู้กลับไปพัฒนาความคิดของตัวเองต่อไป
อ่านเพิ่มเติม
16 ต.ค. 2569
6
0
จากความเข้าใจเรื่องความยั่งยืน สู่ความสามารถในการสร้างการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาผู้นำด้านความยั่งยืน ไม่ได้จบเพียงการทำให้คนเข้าใจเรื่อง ESG หรือเป้าหมายขององค์กร แต่ความท้าทายคือ จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่นำสิ่งที่ได้เรียนรู้และแรงบันดาลใจ กลับมาสร้างผลลัพธ์ได้จริง เครือเจริญโภคภัณฑ์สนับสนุนคนรุ่นใหม่เข้าร่วม One Young World Summit เวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายของโลก ก่อนนำประสบการณ์กลับมาต่อยอดผ่าน Young Transformative Leaders (YTL): Sustainable Intelligence โครงการจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย CPLI เพื่อเปลี่ยนแรงบันดาลใจจากเวทีระดับโลกให้กลายเป็นการลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรและสังคม YTL จึงเป็นพื้นที่ให้ผู้นำรุ่นใหม่และพนักงานรุ่นใหม่ของเครือฯ นำความรู้และมุมมองมาต่อยอดเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับ 3 Big Goals ได้แก่ Climate Nature, Responsible Consumption Production และ Inclusive Capital รวมถึง Global Campaign Initiatives ในประเด็นความยากจน ความมั่นคงทางอาหาร การศึกษา และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หัวใจจึงไม่ใช่เพียงการ เรียนเรื่อง Sustainability แต่คือ การนำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับมาขับเคลื่อน Sustainability ผ่านการลงมือทำจริง อย่าเริ่มจาก Solution จนกว่าจะเข้าใจปัญหาจริง หนึ่งในวิธีการสำคัญของ YTL คือ Action-Based Learning ผู้เข้าร่วมไม่ได้วิเคราะห์ปัญหาจากข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลงพื้นที่ พบผู้เกี่ยวข้อง และทำความเข้าใจสถานการณ์จริง ก่อนพัฒนาแนวทางแก้ไข ตลอดโครงการ แต่ละทีมจึงได้ทำงานกับโจทย์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ปัญหาหมอกควัน ขยะอาหาร การลดขยะ การศึกษา ความหิวโหย ไปจนถึงความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ หลักคิดสำคัญคือ ก่อนคิดว่าจะเปลี่ยนอะไร ต้องเข้าใจให้ได้ก่อนว่าปัญหาจริงคืออะไร และใครคือคนที่ได้รับผลกระทบ เพราะ Solution ที่ดีไม่ได้เกิดจากไอเดียที่น่าสนใจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบโจทย์สถานการณ์จริงด้วย ลงมือทำ พร้อมมีคนช่วยตั้งคำถามระหว่างทาง การทำโครงการจริงย่อมมีทั้งสิ่งที่เป็นไปตามแผนและปัญหาที่คาดไม่ถึง YTL จึงมี Mentorship จากผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหาร เพื่อให้คำแนะนำ ตั้งคำถาม และช่วยให้แต่ละทีมพัฒนาโครงการอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันผู้เข้าร่วมต้องติดตามความก้าวหน้าของตัวเองทุกเดือน ตั้งแต่ภาพรวมโครงการ สิ่งที่ทำสำเร็จ ปัญหาที่พบ วิธีแก้ไข ไปจนถึงแผนงานในเดือนถัดไป จุดนี้ทำให้การลงมือทำไม่ได้เป็นเพียง ทำโครงการให้เสร็จ แต่เกิดวงจรของ ลงมือทำ เห็นผล ทบทวน ปรับ และเดินหน้าต่อ ซึ่งช่วยพัฒนาทั้งตัวโครงการและวิธีคิดของคนที่รับผิดชอบไปพร้อมกัน จากหนึ่งโครงการ สู่ความรู้ที่คนรุ่นต่อไปใช้ต่อได้ เป้าหมายของ YTL ไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างโครงการต้นแบบด้านความยั่งยืน แต่ยังให้ความสำคัญกับการรวบรวม Best Practices และ Lessons Learned จากประสบการณ์จริง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นชุดองค์ความรู้และแนวทางที่สามารถส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป หรือนำไปขยายผลในระดับหน่วยธุรกิจและระดับเครือฯ สิ่งที่คนหนึ่งได้เรียนรู้จากการลงพื้นที่ แก้ปัญหา หรือทดลอง Solution จึงไม่จำเป็นต้องจบลงพร้อมกับโครงการ แต่สามารถกลายเป็นต้นทุนความรู้สำหรับการสร้างโครงการที่ดีขึ้นในอนาคต ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ต้องได้ลงมือทำจริง การพัฒนาผู้นำด้านความยั่งยืน ไม่ควรหยุดอยู่แค่การให้ความรู้ แต่ต้องเปิดโอกาสให้ได้ คิด ลงมือทำ และเรียนรู้จากโจทย์จริง YTL จึงใช้โครงการด้านความยั่งยืนเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ฝึกสร้างการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การทำความเข้าใจปัญหา พัฒนาแนวทางแก้ไข รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการทดลองทำและติดตามผล เพราะการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการได้ลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง
อ่านเพิ่มเติม