Home
CP Excellence Journey
Leadership Insight
6 Core Values
6 Core Values
Executives
Young Talents
Business Knowledge
CP Young Entrepreneurs
TH
เข้าสู่ระบบ
อีเมล / Username
รหัสผ่าน
จำข้อมูลเข้าระบบ
ลืมรหัสผ่าน?
เข้าสู่ระบบ
ยังไม่มีบัญชี?
สมัครบัญชีใหม่
เข้าระบบด้วยบัญชี
หน้าแรก
-
บทความหน่วยธุรกิจ
-
People & Culture Excellence
ทั้งหมด
Business Strategy
Intelligent Innovation
People & Culture Excellence
หน่วยธุรกิจ :
กรุณาเลือก
เรียงลำดับ :
กรุณาเลือก
14 รายการที่พบ
6 เช็กลิสต์เตรียมความพร้อมก่อนเปิดร้าน "บุฟเฟต์พรีเมียม" เคล็ดลับที่ผู้ประกอบการต้องรู้!
16 ต.ค. 2569
17
0
แชร์
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ฝันอยาก เปิดร้านอาหาร หรือกำลังสนใจลงทุนในธุรกิจ ร้านอาหารบุฟเฟต์พรีเมียม คุณอาจจะคิดว่าหัวใจสำคัญคือ "รสชาติอาหาร" หรือ "ความหลากหลาย" แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่ตัดสินว่าลูกค้าจะกลับมาใช้บริการอีกหรือไม่ คือ "ความประทับใจแรกพบ" (First Impression) ตั้งแต่นาทีแรกที่ก้าวเข้ามาในร้าน วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกเคล็ดลับการบริหารจัดการร้านอาหารระดับมืออาชีพ จากบทเรียนคู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน (SOP) ของร้านบุฟเฟต์ระดับอินเตอร์อย่าง Great Harbour มาดูกันว่าเขามีวิธี การจัดการร้านอาหาร อย่างไร ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมในทุกๆ วัน ทำไม "การเตรียมความพร้อมก่อนเปิดร้าน" ถึงสำคัญที่สุด? ร้านอาหารที่ประสบความสำเร็จขับเคลื่อนด้วย "ระบบ" เป้าหมายหลักของการตรวจความพร้อมก่อนเปิดไลน์อาหาร (Buffet Line Readiness Check) มี 3 ข้อคือ: Uniform Experience Excellence: ลูกค้าโต๊ะแรกและโต๊ะสุดท้าย ต้องได้รับอาหาร บริการ และความประทับใจในมาตรฐานเดียวกัน Operational Zero Defect: ลดข้อผิดพลาดหน้างานให้เป็น "ศูนย์" อาหารต้องไม่ขาด อุปกรณ์ต้องพร้อม ป้ายชื่อถูกต้อง Food Safety Risk Mitigation: ป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารอย่างเด็ดขาด เพราะเรื่องสุขภาพของลูกค้าคือสิ่งสำคัญที่สุด หากคุณอยากยกระดับร้านอาหารให้เป็น "เกรดพรีเมียม" นี่คือ 6 เช็กลิสต์ ที่ต้องทำก่อนเปิดประตูรับลูกค้าทุกรอบ! 1. พื้นที่บริการต้องสะอาดเรียบร้อย (Service Area Hygiene) ความพรีเมียมเริ่มต้นที่ "ความสะอาด" สภาพแวดล้อมที่ดีย่อมสะท้อนถึงมาตรฐานในครัว เช็กลิสต์: พื้นผิว เคาน์เตอร์ ต้องไม่มีคราบไขมันหรือเศษอาหาร ถังขยะต้องว่างเปล่า ไฟส่องสว่างทำงานครบ โต๊ะเก้าอี้จัดเรียงเป็นระเบียบ กฎเหล็ก: หากพบคราบอาหารที่ไลน์สเตชั่น แม้เพียงเล็กน้อย ต้องทำความสะอาดทันที "ก่อน" ลูกค้าเข้าร้าน 2. การจัดเรียงอาหารให้น่าทาน (Food Presentation Excellence) ร้านบุฟเฟต์พรีเมียมต้องให้ความสำคัญกับการจัดวาง วัตถุดิบที่ดีต้องมาพร้อมการนำเสนอที่กระตุ้นความหิว สเตชั่นญี่ปุ่น: ซาชิมิต้องสีสดตามธรรมชาติ และไม่มีน้ำแข็งละลายสะสม สเตชั่นซีฟู้ด: น้ำแข็งรองต้องดูสะอาดตา และมีปริมาณอาหารจัดเรียงแน่นดูน่าทาน สเตชั่นของหวาน: เค้กและผลไม้ต้องดูสดใหม่ ไม่มีร่องรอยการยุบตัว กฎเหล็ก: อาหารต้องดูเหมือน "เพิ่งปรุงเสร็จใหม่" และป้ายชื่ออาหารต้องตรงกับเมนูจริง 100% 3. ควบคุมอุณหภูมิให้ได้มาตรฐาน (Critical Temperature Control) มาตรฐานร้านอาหาร ที่ดีต้องใส่ใจเรื่อง Food Safety การละเลยอุณหภูมิเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงความเสี่ยงของลูกค้า อาหารร้อน: อุณหภูมิต้องไม่ต่ำกว่า 60°C (เช่น ซุป, เป็ดย่าง, ติ่มซำ) อาหารเย็น: อุณหภูมิต้องไม่เกิน 5°C (เช่น ซาชิมิ, หอยนางรม) กฎเหล็ก: หากวัดอุณหภูมิแล้วไม่ผ่านเกณฑ์ ห้ามนำออกเสิร์ฟ! ต้องนำกลับไปปรับอุณหภูมิหรือเปลี่ยนชุดใหม่ทันที 4. อุปกรณ์การทานต้องพร้อมสรรพ (Service Equipment Readiness) ช่วงเวลาลูกค้าหนาแน่น (Peak Hour) หากจานชามหมด ย่อมทำให้การบริการสะดุด เช็กลิสต์: จาน ช้อน ส้อม แก้วน้ำ (ต้องใสไร้คราบ) และที่คีบอาหาร (ต้องแยกประเภทชัดเจน) กฎเหล็ก: พนักงานต้องตรวจสอบยอดการจอง (Booking) และเตรียมอุปกรณ์ให้เพียงพอกับจำนวนลูกค้าเสมอ 5. ด่านตรวจสอบสุดท้าย (The Final Walkthrough) ร้านอาหารควรมี Manager On Duty (MOD) หรือ ผู้จัดการรอบนั้นๆ เป็น "ด่านสุดท้าย" ในการประเมินว่าร้านพร้อมเปิดหรือไม่ โดยใช้หลักการง่ายๆ คือ: REJECT (ระงับชั่วคราว): อาหารไม่ครบ ป้ายผิด อุปกรณ์ไม่พอ – ให้ระงับการเปิดสเตชั่นนั้นจนกว่าจะแก้ไขเสร็จ STOP (ห้ามเปิดเด็ดขาด): อุณหภูมิไม่ได้มาตรฐาน พบความเสี่ยงด้าน Food Safety GO (พร้อมเปิดบริการ): ผ่านเกณฑ์ครบทุกข้อ อนุมัติเปิดร้านได้! 6. สร้างวัฒนธรรม "ไม่พร้อม... ไม่เปิด" (Quality Over Speed) ผู้ประกอบการต้องปลูกฝังแนวคิดให้ทีมงานว่า "คุณภาพต้องมาก่อนความเร็ว" การฝืนเปิดร้านทั้งที่อาหารยังจัดไม่เสร็จ หรืออุณหภูมิตู้แช่ไม่ได้มาตรฐาน จะส่งผลเสียต่อแบรนด์ในระยะยาว 💡 บททดสอบสำหรับผู้ประกอบการ (Mini-Quiz for Restaurateurs) ลองถามทีมงานของคุณดูว่า หากเจอสถานการณ์เหล่านี้ พวกเขาจะแก้ปัญหาอย่างไร? ป้ายชื่ออาหารไม่ตรงกับเมนูจริง? (คำตอบ: เปลี่ยนทันทีก่อนเปิดร้าน) ซุปหรือติ่มซำ ร้อนไม่ถึง 60 องศา? (คำตอบ: ห้ามเสิร์ฟ นำไปอุ่นให้ได้อุณหภูมิมาตรฐานทันที) ตู้แช่ซาชิมิมีปัญหา อุณหภูมิต่ำกว่าเกณฑ์ความเย็น? (คำตอบ: แจ้งผู้จัดการทันที ห้ามนำออกบริการ และรีบแก้ไขเพื่อรักษา Food Safety) การทำธุรกิจ ร้านอาหารบุฟเฟต์ ให้ประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องของการรักษาระดับ "มาตรฐาน" ให้คงที่ นำเช็กลิสต์เหล่านี้ไปปรับใช้กับร้านของคุณ เพื่อมอบความพรีเมียมที่ทำให้ลูกค้าประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกได้อย่างแน่นอน!
อ่านเพิ่มเติม
การสร้างผู้นำด้วยประสบการณ์จริง
16 ต.ค. 2569
13
0
แชร์
การพัฒนาผู้นำด้วยการเรียนรู้แบบ Action Learning การพัฒนาผู้นำไม่ใช่เพียงการเติมความรู้หรือทักษะ แต่ต้องเปิดโอกาสให้คนได้ ลงมือทำ ตัดสินใจ แก้ปัญหา และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะหลายทักษะของการเป็นผู้นำไม่สามารถเรียนรู้ได้จากทฤษฎีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นเมื่อได้เผชิญกับสถานการณ์จริง นี่คือแนวคิดสำคัญในการออกแบบ หลักสูตรพัฒนาผู้นำของ CPLI ที่มุ่งพัฒนาผู้นำให้มีทัศนคติความเป็น เถ้าแก่ รู้รอบ กล้าคิด กล้าทำ มีวินัย มีคุณธรรมและความซื่อสัตย์ โดยใช้การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงเป็นหัวใจ เพื่อให้คนเติบโตจากประสบการณ์ และพร้อมรับผิดชอบธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต 70-20-10 เมื่อการลงมือทำกลายเป็นห้องเรียนที่สำคัญที่สุด CPLI ออกแบบการเรียนรู้โดยใช้แนวทาง 70-20-10 เพื่อให้การพัฒนาผู้นำไม่แยกออกจากการทำงานจริง แต่เกิดขึ้นไปพร้อมกับการทำงาน 70% เรียนรู้จากการลงมือทำจริงผู้เข้าร่วมเรียนรู้ผ่านโครงการจริงในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ตั้งแต่ตั้งเป้าหมาย วางกลยุทธ์ ลงมือทำ แก้ปัญหา และรับผิดชอบผลลัพธ์ เช่น การเข้าไปบริหารหน้าร้าน ทำให้ได้เรียนรู้ธุรกิจในภาพรวมมากกว่าการรับผิดชอบเพียงงานย่อยบางส่วน 20% เรียนรู้จากผู้อื่นผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์กับเพื่อนร่วมทีม ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และสปอนเซอร์ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ พร้อมรับคำแนะนำกลับไปพัฒนาการทำงาน 10% เติมความรู้และทักษะที่จำเป็นเรียนรู้ผ่านหลักสูตร กิจกรรม และองค์ความรู้ที่สกัดจากประสบการณ์จริงของหลากหลายกลุ่มธุรกิจ เพื่อเติมเครื่องมือและมุมมองที่สามารถนำกลับไปใช้กับการทำงานได้ ลงมือทำแล้ว ต้องกลับมาทบทวน ประสบการณ์เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ทำให้คนพัฒนามากเพียงพอ หากไม่มีโอกาสกลับมาทบทวนว่า ทำอะไรไป ผลเป็นอย่างไร อะไรได้ผล อะไรยังไม่สำเร็จ และครั้งต่อไปจะทำให้ดีขึ้นอย่างไร หลักสูตรจึงมี งานสัมมนา ให้ผู้เข้าร่วมนำเสนอเป้าหมาย กลยุทธ์ ผลการดำเนินงาน สิ่งที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จ ทีเด็ด ปัญหาที่พบ และวิธีแก้ไข พร้อมรับข้อชี้แนะจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำกลับไปพัฒนาการทำงานต่อ ควบคู่กับ การประเมินแบบ 360 องศาทุกเดือน จากเพื่อนร่วมทีม สปอนเซอร์และผู้ที่ทำงานร่วมกัน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเห็นพัฒนาการของตัวเองใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ความเป็นคนดี ความเป็นคนเก่ง ความเป็นผู้นำ และการยึดมั่นในค่านิยม 6 ประการของเครือ เติมประสบการณ์ที่หน้างานอาจให้ไม่ได้ การลงมือทำเป็นหัวใจสำคัญ แต่บางความรู้และทักษะจำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติม CPLI จึงออกแบบ การเรียนรู้และกิจกรรมสร้างเครือข่ายผนึกกำลัง ให้ผู้เข้าร่วมได้กลับมาเรียนรู้ร่วมกัน ผ่าน Workshop การบรรยาย การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ กรณีศึกษา กิจกรรมกลุ่ม และการจำลองสถานการณ์ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยเติมทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การนำเสนอและสื่อสาร การสร้างความปลอดภัยทางใจในการทำงานร่วมกัน รวมถึงทักษะอื่น ๆ ที่สามารถนำกลับไปใช้กับงานจริงได้ ขณะเดียวกัน การสร้างเครือข่ายก็ไม่ได้มีไว้เพียงให้ผู้นำ รู้จักกัน แต่ทำให้เกิด การเรียนรู้จากกัน เพราะบางครั้งคำตอบของปัญหาที่เรากำลังเจอ อาจอยู่ในประสบการณ์ของคนจากอีกทีมหรืออีกธุรกิจหนึ่ง สร้างระบบการเรียนรู้แบบ Lifelong Learning การพัฒนาคนไม่ควรหยุดเมื่อจบหลักสูตร แต่ต้องมีพื้นที่ให้กลับมาเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ CPLI จึงมีบันทึกและเผยแพร่วิดีโอจากการสัมมนาและการประชุม เพื่อให้สามารถกลับมาศึกษาย้อนหลัง รวมถึงทีมงาน ที่นำประสบการณ์และบทเรียนจากการทำงานจริงมาสกัดและเรียบเรียงเป็นองค์ความรู้ที่เข้าใจง่าย เพื่อให้สามารถค้นหา เรียนรู้ และนำกลับไปใช้ได้เมื่อต้องการ เพราะท้ายที่สุด การพัฒนาผู้นำไม่ได้วัดจากว่า เรียนไปมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า สิ่งที่เรียนรู้ถูกนำกลับไปใช้และสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากแค่ไหน เมื่อการเรียนรู้เกิดขึ้นควบคู่กับการลงมือทำ การทบทวน และการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ในแต่ละวันก็สามารถกลายเป็นบทเรียนที่ช่วยให้คนเติบโต พร้อมรับผิดชอบทั้งคน งาน และธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต
อ่านเพิ่มเติม
เปลี่ยนประสบการณ์ของคน สู่ความรู้ขององค์กร
30 ก.ย. 2569
60
0
แชร์
ผู้นำจะเปลี่ยน Tacit Knowledge ให้กลายเป็นองค์ความรู้ที่ส่งต่อได้อย่างไร? ทุกองค์กรมีคนที่มากด้วยประสบการณ์จากการทำงานจริง ผ่านทั้งความสำเร็จ ความผิดพลาด การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา จนเกิดเป็น Tacit Knowledge หรือความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคล ทั้งเทคนิคในการทำงาน วิธีที่ได้ผล และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่ความรู้เหล่านี้ไม่ควรจบอยู่กับคนเพียงคนเดียว สิ่งสำคัญคือการนำประสบการณ์กลับมาทบทวนและสกัดว่า อะไรคือสิ่งที่ทำได้ผล มีทีเด็ดอะไร เคยผิดพลาดตรงไหน และมีบทเรียนอะไรที่ควรส่งต่อ ซึ่งเป็นหัวใจของ Knowledge Management (KM) ที่เปลี่ยนความรู้ของบุคคลให้เป็นองค์ความรู้ที่ผู้อื่นสามารถเรียนรู้ นำไปใช้ และต่อยอดได้ ผู้นำไม่ได้มีหน้าที่แค่สร้างผลงาน แต่ต้องสร้างคนและส่งต่อความรู้ ในหลักสูตรพัฒนาผู้นำของ CPLI ผู้เข้าร่วมที่รับบทบาทเป็น เถ้าแก่ จะได้เรียนรู้จากการทำธุรกิจจริง ตั้งแต่รับเป้าหมาย วางกลยุทธ์ ลงมือทำ ตัดสินใจ แก้ปัญหา ไปจนถึงรับผิดชอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แต่การเรียนรู้ไม่ได้จบลงเมื่อธุรกิจสร้างผลลัพธ์ ทุก 3 เดือน เถ้าแก่จะต้องกลับมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น และส่งมอบองค์ความรู้คืนสู่องค์กร โดยแบ่งบทเรียนออกเป็น 2 ประเภท บทเรียนจากความสำเร็จ (Success Lesson) ถอดสิ่งที่ทำสำเร็จออกมาให้เห็นว่า ทำอย่างไร อะไรคือวิธีหรือเทคนิคสำคัญ และคนอื่นจะนำไปใช้ต่อได้อย่างไร บทเรียนจากข้อผิดพลาด (Failure Lesson) ถอดปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมวิธีป้องกันหรือแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดแบบเดิมซ้ำ เพราะการเล่าว่า เกิดอะไรขึ้น ยังไม่ใช่องค์ความรู้ สิ่งสำคัญคือการสกัดให้ได้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นสอนอะไรเรา และคนอื่นจะนำบทเรียนนี้ไปใช้ต่อได้อย่างไร 7 ขั้นตอน เปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นองค์ความรู้ CPLI ออกแบบกระบวนการจัดการความรู้ตั้งแต่ประสบการณ์ของคน ไปจนถึงการนำความรู้กลับไปใช้จริง ผ่าน 7 ขั้นตอน Experience: เริ่มจากประสบการณ์จริงมองหาบทเรียนจากความสำเร็จ ความผิดพลาด การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำงานจริง Capture: สกัดสิ่งที่ได้เรียนรู้ค้นหาวิธีคิด วิธีทำ เทคนิค หรือบทเรียนสำคัญที่ซ่อนอยู่ในประสบการณ์นั้น Categorize: จัดหมวดหมู่ความรู้จัดองค์ความรู้ตามหมวดหมู่ เพื่อให้ง่ายต่อการสร้างองค์ความรู้ การค้นหา และการนำไปใช้ Create: เรียบเรียงให้น่าเรียนรู้เปลี่ยนบทเรียนจากหน้างานให้เป็นเนื้อหาที่คนอื่นอ่านแล้วเข้าใจทั้งที่มา วิธีทำ และสิ่งที่ได้เรียนรู้ Check: ตรวจสอบคุณภาพทบทวนด้วย 4 คำถามสำคัญ คือ ถูกต้องไหม น่าสนใจไหม เข้าใจง่ายไหม และนำไปใช้ได้จริงไหม Share: ส่งต่อความรู้เผยแพร่องค์ความรู้ผ่านระบบ CPLI Learning Space เพื่อให้คนในองค์กรเข้าถึงและเรียนรู้ได้ Impact: นำไปใช้และต่อยอดเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การมีความรู้เก็บไว้ในระบบ แต่คือการทำให้คนเรียนรู้ นำไปใช้ และสร้างผลลัพธ์ใหม่จากความรู้นั้น องค์ความรู้ที่ดี ต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพ CPLI มีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพก่อนเผยแพร่ โดย Mentor ช่วยทบทวนความครบถ้วนและความถูกต้องของเนื้อหา ก่อนส่งต่อให้ KM Committee ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจากแต่ละกลุ่มธุรกิจ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งวิธีการ ผลลัพธ์ และการนำไปประยุกต์ใช้ หากยังไม่ผ่านเกณฑ์ จะมีข้อเสนอแนะเพื่อนำกลับไปปรับปรุง กระบวนการนี้ช่วยให้ KM ไม่ใช่เพียง เรื่องเล่าจากประสบการณ์ แต่เป็น องค์ความรู้ที่มีคุณภาพและคนอื่นนำไปใช้ต่อได้จริง ทำอย่างไรให้การส่งต่อความรู้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง? การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแค่บอกให้ทุกคนแบ่งปันความรู้ แต่ต้องมีระบบที่ทำให้การทบทวน สกัด และส่งต่อความรู้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ CPLI จึงกำหนดรอบการส่งมอบ KM ทุกไตรมาส พร้อมสนับสนุนตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การให้ความรู้เรื่อง KM วิธีสกัดบทเรียน เกณฑ์การพิจารณา ขั้นตอนการส่งผ่านระบบ ไปจนถึงการจัดช่วงทบทวนและตอบคำถามให้กับเถ้าแก่ Mentor และ KM Committee ปัจจุบันมีองค์ความรู้มากกว่า 10,000 เรื่อง ในระบบ เพื่อให้บุคลากรและเถ้าแก่รุ่นต่อไปสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานของตนเอง เพราะคุณค่าของ KM ไม่ได้อยู่ที่ว่า องค์กรเก็บความรู้ไว้ได้มากแค่ไหน แต่อยู่ที่ความรู้เหล่านั้น ถูกส่งต่อและนำไปใช้ประโยชน์ได้มากแค่ไหน เมื่อประสบการณ์ของคนหนึ่งคนกลายเป็นบทเรียนให้คนอีกหลายคนได้เรียนรู้ คนรุ่นต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่สามารถนำองค์ความรู้ที่มีไปต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น และทำให้ความรู้เติบโตไปพร้อมกับคนและองค์กร
อ่านเพิ่มเติม
คนดีคืออะไร? คู่มือวิธีเป็นคนดีเพื่อเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นในทุกวัน
30 ก.ย. 2569
21
0
แชร์
คนดี คือคนแบบไหน แล้วที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้เรียกว่าเป็นคนดีแล้วหรือยัง? บทความนี้จะชวนคุณมารู้จักคำนิยามของการเป็นคนดีให้มากขึ้น พร้อมแนวทางการเป็นคนดีที่สร้างพลังเชิงบวกให้ตนเองและสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข นิยามการเป็น คนดี คนดี คือ คนที่คิดดี พูดดี ประพฤติปฏิบัติตัวดี ไม่สร้างปัญหา ความเดือดร้อนให้กับตนเองและคนรอบข้าง รู้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ ตามที่สังคมประพฤติปฏิบัติกัน มีคุณธรรมจริยธรรม เห็นผลประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นสำคัญ แต่หากเผลอทำพลาดก็เรียนรู้ที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้กลับมาทำสิ่งดีได้อย่างกล้าหาญ แล้วคนดีเค้าทำอะไรกัน? วิธีการเป็นคนดีคืออะไร? 5 วิธีการเป็นคนดีง่ายๆ ทำได้ตอนนี้เลย การเป็นคนดีไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงอย่าตั้งกำแพงก่อนที่จะเริ่ม คนทุกคนไม่ได้ดีที่สุด 100% และก็ไม่ได้มีใครที่แย่ที่สุด 100% ทุกคนสามารถเรียนรู้ ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดีได้ มาดูกันว่าวิธีเป็นคนดีนั้นต้องทำอย่างไร ผ่าน 5 วิธีการเป็นคนดี ง่ายๆ พร้อมตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าแบบไหนเราถึงกล้าเรียกว่าเป็นคนดี 1. เป็นคนดีด้วยการเอาชนะใจตัวเอง คุณต้องต่อสู้กับบางความคิดที่ไม่ดี และกล้าเอาชนะความคิดเหล่านั้น เคารพรักษากฎระเบียบกติกาพื้นฐาน บางเหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ อันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำ แต่รู้สึกว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อื่น ก็เป็นเรื่องที่ควรจะลงมือ เช่น เห็นขยะหล่นที่พื้น ไม่ใช่ของตนเอง แถมรู้สึกไม่ชอบความสกปรกถ้าต้องหยิบ คนดีจะตัดสินใจที่ช่วยเก็บทิ้ง ซึ่งผลลัพธ์ของการทำ ก็ช่วยให้พื้นสะอาด น่าเดิน ป้องกันคนอื่นที่ผ่านมาสะดุด เป็นภาพลักษณ์ที่ดีของสถานที่ที่เราอยู่ เห็นมอเตอร์ไซค์ลืมยกขาตั้ง คนดีก็พยายามบอก ทั้งที่ใจแรกไม่กล้าตะโกน เพราะแคร์สายตาคนอื่น ทำแล้วช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ และช่วยรักษาคนรักของใครสักคนไว้ได้ ไม่อยากไปทำงาน อยากแกล้งลาป่วย แต่คนดีจะตัดสินใจไป เพราะวันนี้มีงานสำคัญ ทำแล้วได้มีส่วนแก้ปัญหาใหญ่ในองค์กรให้ผ่านไปได้ด้วยดี ได้ช่วยเพื่อนร่วมงานให้ผ่านพ้นวันสำคัญไปได้ง่ายขึ้นเมื่อมีคุณอยู่ ไม่อยากฟังผู้อื่น ใจอยากลุกออกไปเดี๋ยวนั้น แต่คนดีก็จะตัดสินใจนั่งฟังไม่หนีไปไหน ซึ่งการฟังครั้งนั้นอาจกำลังช่วยให้เพื่อนมนุษย์ได้เข้าใจสถานการณ์ยากลำบากที่กำลังเผชิญ และพบคำตอบที่ต้องการในชีวิตได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น พบได้ในชีวิตประจำวัน ขอเพียงคุณกล้าเอาชนะความกลัว ความอึดอัด ความกังวล หรือแม้แต่ความขี้เกียจที่มีอยู่ภายในใจ ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นเส้นทางคนดี สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อคนรอบข้าง แต่นั่นยังส่งความภูมิใจให้กับคุณที่ได้ทำความดีที่เล็กน้อยแต่ยิ่งใหญ่ด้วย เคล็ดลับ: คอยสังเกตคนดีในโลกจริง แทนที่จะอ่านแต่ข่าวอาชญากรรมให้กลุ้มใจ เปลี่ยนมาอ่านเรื่องราวการทำดี มองคนดีในโลกจริง แล้วนำมาเป็นแรงบันดาลใจ ก็จะทำให้การเป็นคนดีของเราเกิดได้ง่ายขึ้น 2.เป็นคนดี ด้วยการซื่อสัตย์กับตัวเอง ก่อนที่เราจะมีพลังไปเป็นคนดีของคนอื่น เพื่อคนรอบตัว เพื่อสังคม เราต้องเริ่มจากการเป็นคนดีของตัวเอง ด้วยการดูแลตัวเองก่อน ซื่อสัตย์กับตัวเองว่าเราพร้อมแค่ไหน ถ้าเราอ่อนแรง ไม่มีความสุข ก็จะไม่มีพลังงานเหลือไปทำเรื่องที่ดี แต่เมื่อตัวเราแข็งแรง มีพลังที่ดีแล้ว ถึงจะสามารถไปเป็นคนดีเพื่อโลกได้ต่อไป กล้าที่จะทำดีต่อตนเองด้วยการ พยายามดูแลสุขภาพจิตใจ (Mental Health) ด้วยการทำสมาธิ ฝึกจิตใจให้สงบผ่อนคลาย สำรวจความรู้สึกของตัวเองในทุก ๆ วัน ออกกำลังกาย เพื่อร่างกายที่แข็งแรง ลดโอกาสการเกิดโรคต่าง ๆ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง อารมณ์ดีจากภายใน ดูแลความสวยงาม แต่งตัวให้ดี รักษาผิว เพิ่มความสดใส 3. คว้าโอกาสสร้างรอยยิ้มเพื่อผู้อื่น ขณะที่เราใช้ชีวิตอยู่ในทุกวัน เราก็คงจะต้องใช้เวลาไปกับการทำงาน ดูแลตัวเอง ดูแลคนรอบข้าง ไม่มีทางที่จะใช้เวลา 100% ไปกับการพยายามเป็นคนดีทุกขณะจิต แต่เมื่อใดที่เราเห็นคนขอความช่วยเหลือ เดือดร้อน นี่แหละคือโอกาสที่จะให้เราได้เป็นคนดี สร้างรอยยิ้มเพื่อผู้อื่น และเห็นผลได้ทันที เช่น ช่วยปฐมพยาบาลให้ผู้ที่เป็นลม หน้ามืด ช่วยดูรถ เมื่อพบเห็นผู้ประสบเหตุรถเสีย เก็บกระเป๋าตังค์ส่งคืนเจ้าของที่ทำหล่น ช่วยสัตว์ที่โดนรถชน 4. เป็นคนดีด้วยการทำสิ่งเล็กๆ ด้วยใจ สิ่งที่เราต้องทำทุกวัน เห็นอยู่ทุกวัน ก็เป็นโอกาสในทุกนาที ให้เราได้มีโอกาสทำดี เป็นคนดีที่ตัวเราเองภูมิใจ แม้ไม่ได้รับการเรียกร้อง การทำเรื่องเล็กๆ ด้วยความตั้งใจ อาจกลายเป็นความยิ่งใหญ่ที่ทำให้วันของใครบางคนดีขึ้น เช่น ทำงานบริการด้วยใจ ตั้งใจชงกาแฟ เพราะอยากให้ลูกค้าได้กินของอร่อย ส่งของลูกค้าให้ถึงมืออย่างปลอดภัย แม้อยู่ไกลจากร้านมากแค่ไหนก็ตาม ซื้อขนมมาเลี้ยงน้องที่ทำงานสม่ำเสมอ รดน้ำต้นไม้ให้คนข้างบ้านที่เดินทางไปต่างจังหวัด เอาน้ำเย็น ๆ ให้รปภ. เพราะเห็นอกเห็นใจที่ยืนโบกรถตากแดดทั้งวัน ซื้อขนมให้คนเก็บของเก่า เพราะอยากให้เขาได้มีอะไรกิน พาคนพิการข้ามทางรถไฟ เพราะไม่อยากให้อันตรายเกิดขึ้นกับเขา ตัวอย่างการทำดีที่เราแนะนำนั้นเป็นเพียงไม่กี่วิธีจากร้อยพันวิธีทำดี ที่ทุกคนทำได้ หรือถ้าอยากหาไอเดียทำดีเพิ่มเติม เราขอแนะนำบทความ 9 วิธีทำดี ที่คุณก็ทำได้วันนี้ เป็นบทความที่นอกจากจะแนะแนวทางการทำดีแล้ว คุณยังจะได้เห็นตัวอย่างการทำดี ที่เป็นเหตุการณ์จริง และส่งผลดีต่อสังคมอย่างแท้จริงอีกด้วย 5. มองโลกอย่างเข้าใจ ไม่ต้องใส่ใจกับผลลัพธ์ การเป็นคนดี รู้จักทำดี เป็นสิ่งที่ดี ขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจบริบท มองโลกและสิ่งต่าง ๆ อย่างเข้าใจ บางเหตุการณ์เราไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดของคนอื่น การปฏิเสธความช่วยเหลือ จงอย่าเพิ่งท้อว่าสิ่งที่ทำนั้นไร้ค่า ไม่มีความหมาย เพราะทุกคนเติบโตมาในสภาพแวดล้อม ประสบการณ์ที่ต่างกัน การเป็นคนดีของเรานั้น ต้องเคารพผู้รับและสิ่งแวดล้อมด้วย ขึ้นชื่อว่าทำดี จงอย่าตั้งกำแพงไว้ก่อนว่าผลลัพธ์จะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง อย่ากลัวที่จะทำดีแล้วถูกมองเป็นคนเอาหน้าหรือหาแสง แต่จงยึดมั่นในความดีที่ตั้งใจทำ เพราะผลลัพธ์ของการทำดียิ่งใหญ่เสมอ สิ่งสำคัญคือตัวเราเองที่รู้ตัวว่าเราเป็นคนดี สวรรค์อยู่ข้างในจิตใจเรา การได้ดีจากการทำดีของเรา ก็คือตัวเราเองที่มีความสุข จิตใจสงบ ภูมิใจตัวเองในทุกวัน แล้วคนดีมีลักษณะยังไง? หลักการเป็นคนดี หลักการเป็นคนดีนั้น คงจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าคุณกำลังถามใคร แต่ในฐานะที่เราทุกคนเป็นพลเมืองของประเทศ เว็บไซต์บ้านเมืองสุจริตได้ให้หลักการเป็นคนดีไว้ 8 ข้อ จากมุมมองของภาครัฐ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 1. ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2. ยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม 3. มีจิตสำนึกที่ดี 4. มีสำนึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ 5. มีจิตสาธารณะ 6. มีวินัยและการเคารพกฎหมาย 7. มีเหตุผล 8. มีส่วนร่วม ลักษณะของคนดี คนดี อาจเปลี่ยนไปตามยุคสมัย สภาพแวดล้อม สังคมที่อยู่ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีลักษณะของคนดีที่เป็นที่ยอมรับในสังคมโดยทั่วไปเช่นกัน เว็บไซต์ครูบ้านนอกบอกเอาไว้เมื่อปี 2552 ว่า 17 ลักษณะของคนดีคือ คนที่ดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีจิตใจที่ดีงาม มีคุณธรรมจริยธรรม มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งด้านจิตใจและพฤติกรรมที่แสดงออก มีวินัย มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล มีเหตุผล รู้หน้าที่ ซื่อสัตย์ พากเพียร ขยัน ประหยัด มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย เคารพความคิดเห็นและสิทธิของผู้อื่น มีความเสียสละ รักษาส่งแวดล้อม สามารถอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น อย่างสันติสุข ทั้งนี้ คนดี และความดี เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ในบางสังคม ความเชื่อ ศาสนา อาจจะให้นิยามและมุมมองที่แตกต่างกันออกไป สิ่งที่สำคัญคือการทบทวนด้วยตัวเอง ว่าคนดีของคุณมีลักษณะเป็นอย่างไร แล้วคนดีแบบไหนที่คุณอยากเป็น 19 คุณสมบัติของคนดี คนดีทำอะไรบ้าง? โดยรวมแล้ว คุณสมบัติของคนดี ที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปคือ 1. ความซื่อสัตย์สุจริตยึดมั่นในความจริง ไม่คดโกง ไม่หลอกลวงผู้อื่น ทั้งต่อหน้าและลับหลัง 2. ความรับผิดชอบทำหน้าที่ของตนให้สำเร็จลุล่วง รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ไม่ปัดความรับผิดชอบให้ผู้อื่น 3. ความเมตตากรุณามีจิตใจที่อ่อนโยน เห็นอกเห็นใจผู้อื่น พร้อมช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน 4. ความกตัญญูกตเวทีรู้คุณและตอบแทนบุญคุณผู้มีพระคุณ เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ และผู้ที่เคยช่วยเหลือ 5. ความอดทนอดทนต่อความยากลำบาก ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดี 6. มีวินัยเคารพกฎระเบียบของสังคม ตรงต่อเวลา และมีระเบียบในการดำเนินชีวิต 7. ความขยันหมั่นเพียรมุ่งมั่นในการทำงาน ไม่เกียจคร้าน พยายามพัฒนาตนเองอยู่เสมอ 8. ความประหยัดรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไม่ฟุ่มเฟือย รู้จักเก็บออม ไม่เดือดร้อนจนพาลต้องรบกวนคนอื่น 9. ความสามัคคีรู้จักการทำงานร่วมกับผู้อื่น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 10. ความยุติธรรมปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเท่าเทียม ไม่ลำเอียง ตัดสินด้วยเหตุผล 11. สัมมาคารวะมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติผู้อื่น 12. ความเสียสละพร้อมที่จะสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม อาสาช่วยเหลือสังคม 13. สติปัญญาใช้เหตุผลในการตัดสินใจ ไตร่ตรองก่อนทำ รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี 14. ความมุ่งมั่นตั้งใจทำสิ่งดีให้สำเร็จ ไม่ละทิ้งกลางคัน มีความพากเพียรพยายาม 15. รักษาคำพูดพูดจริงทำจริง รักษาสัญญา ไม่พูดโกหกหรือผิดคำพูด 16. เคารพสิทธิผู้อื่นไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น เคารพความเป็นส่วนตัวและความคิดเห็นที่แตกต่าง 17. จิตสาธารณะคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ร่วมดูแลรักษาสาธารณสมบัติ 18. รักษาศีลธรรมประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมอันดี ไม่ทำผิดกฎหมายและศีลธรรม 19. พัฒนาตนเองใฝ่เรียนรู้อยู่เสมอ พัฒนาความรู้ความสามารถ และจิตใจให้งดงาม คนดีในองค์กร ที่ทำงาน CP ALL เป็นองค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 200,000 คน ที่มีคาถาบรรษัทภิบาล คือ ซื่อสัตย์ โปร่งใส ยุติธรรม คำนึงถึงชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม ที่ใช้เป็นแนวทางให้ผู้บริหารและพนักงานในองค์กร รวมถึงพนักงานเซเว่นฯ ใช้เป็นกรอบในการทำงาน รวมทั้งส่งเสริมให้เกิด DNA ความดี 24 ชั่วโมง เพื่อส่งเสริมให้การทำความดี สามารถทำตามได้ง่ายขึ้น โดยกำหนดแนวทางเป็น 3 ข้อคือ มีความซื่อสัตย์ ให้ความช่วยเหลือ ให้บริการดี สุภาพและยิ้มแย้ม คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเป็นคนดี คนดี VS คนใจดี ต่างกันอย่างไร? การเป็นคนดี เป็นการมองภาพรวมของบุคคลนั้นๆ ทั้งการกระทำและความประพฤติที่เป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคม ส่วนคนใจดีจะมองลักษณะเฉพาะด้านอุปนิสัยและการปฏิบัติต่อผู้อื่น มีเมตตา ความเอื้อเฟื้อ แสดงน้ำใจ เป็นธรรมชาติแบบสัมผัสได้ คนๆ หนึ่งอาจเป็นได้ทั้งคนดีและคนใจดี หรืออาจเป็นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เป็นคนดี ทำไมถึงไม่มีใครเห็น? การเป็นคนดีนั้น บางครั้งอาจจะรู้สึกว่าไม่มีใครเห็นความดีของเรา แต่ในความจริงแล้ว มีคนที่สัมผัส และได้รับผลประโยชน์จากการเป็นคนดีของเราอยู่เสมอ แค่อาจจะไม่ได้มีโอกาสในการบอกกล่าวหรือขอบคุณอย่างเป็นทางการ ทำไมต้องเป็นคนดี? ประโยชน์สูงสุดของการเป็นคนดี ก็คือความสุขของตัวเราเอง มีความภูมิใจในตัวเอง เกิดความสงบมั่นคงในจิตใจในทุกวัน โดยผลพลอยได้ก็คือสังคมและเพื่อนมนุษย์ที่ได้รับประโยชน์จากการเป็นคนดีของเราไปด้วย คนดีผีคุ้มจริงไหม? ความเชื่อเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล แต่หากเรามองว่า ผีคุ้ม คือการเปรียบเปรยว่าเหมือนมีอะไรคุ้มครองและดูแลเราอยู่ตลอด ก็เป็นเหตุเป็นผลที่เข้าใจได้ ว่าคนดี จะมีคนอยากตอบแทนความดีด้วยการดูแล ให้ความช่วยเหลือกลับมา โดยเฉพาะในยามลำบาก หรือต้องการความช่วยเหลือ ตัวช่วยในการเป็นคนดี มีอะไรบ้าง? การเป็นคนดี ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้สนับสนุนนั้นเป็นเรื่องยาก เราจึงสามารถช่วยสนับสนุนการเป็นคนดีแก่กันด้วยการขอบคุณ ชื่นชมคนดี บอกต่อเรื่องราวของคนดีที่เราเห็น ส่วนในองค์กรก็สามารถช่วยอบรมให้ความรู้ในด้านที่เกี่ยวข้องให้กับพนักงาน เพื่อให้เข้าใจว่าการเป็นคนดีที่คาดหวังนั้นสำคัญและหน้าตาเป็นอย่างไร สรุปเรื่องการเป็นคนดี การเป็นคนดีไม่ใช่เรื่องยาก และไม่จำเป็นต้องทำเรื่องใหญ่โตเสมอไป เริ่มได้จากการดูแลตัวเอง มีความซื่อสัตย์ และพร้อมที่จะทำสิ่งดีๆ เล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อมีโอกาส การทำงานด้วยความตั้งใจ หรือการแสดงน้ำใจต่อคนรอบข้าง สิ่งสำคัญคือการทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน เข้าใจว่าทุกคนมีความแตกต่างกัน และภูมิใจในการเป็นคนดีของตัวเอง เพราะแม้บางครั้งอาจดูเหมือนไม่มีใครเห็น แต่ความดีที่เราทำนั้นส่งผลกระทบในทางบวกต่อทั้งตัวเราเองและสังคมรอบข้างเสมอ มาเริ่มเป็นคนดีเท่าที่เราจะทำได้ไปด้วยกันตั้งแต่วันนี้
อ่านเพิ่มเติม
จากแรงบันดาลใจระดับโลก สู่ผู้นำรุ่นใหม่ที่ลงมือเปลี่ยนแปลงจริง
16 ต.ค. 2569
6
0
แชร์
จากความเข้าใจเรื่องความยั่งยืน สู่ความสามารถในการสร้างการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาผู้นำด้านความยั่งยืน ไม่ได้จบเพียงการทำให้คนเข้าใจเรื่อง ESG หรือเป้าหมายขององค์กร แต่ความท้าทายคือ จะทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่นำสิ่งที่ได้เรียนรู้และแรงบันดาลใจ กลับมาสร้างผลลัพธ์ได้จริง เครือเจริญโภคภัณฑ์สนับสนุนคนรุ่นใหม่เข้าร่วม One Young World Summit เวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้นำรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความท้าทายของโลก ก่อนนำประสบการณ์กลับมาต่อยอดผ่าน Young Transformative Leaders (YTL): Sustainable Intelligence โครงการจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย CPLI เพื่อเปลี่ยนแรงบันดาลใจจากเวทีระดับโลกให้กลายเป็นการลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรและสังคม YTL จึงเป็นพื้นที่ให้ผู้นำรุ่นใหม่และพนักงานรุ่นใหม่ของเครือฯ นำความรู้และมุมมองมาต่อยอดเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับ 3 Big Goals ได้แก่ Climate Nature, Responsible Consumption Production และ Inclusive Capital รวมถึง Global Campaign Initiatives ในประเด็นความยากจน ความมั่นคงทางอาหาร การศึกษา และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หัวใจจึงไม่ใช่เพียงการ เรียนเรื่อง Sustainability แต่คือ การนำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับมาขับเคลื่อน Sustainability ผ่านการลงมือทำจริง อย่าเริ่มจาก Solution จนกว่าจะเข้าใจปัญหาจริง หนึ่งในวิธีการสำคัญของ YTL คือ Action-Based Learning ผู้เข้าร่วมไม่ได้วิเคราะห์ปัญหาจากข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องลงพื้นที่ พบผู้เกี่ยวข้อง และทำความเข้าใจสถานการณ์จริง ก่อนพัฒนาแนวทางแก้ไข ตลอดโครงการ แต่ละทีมจึงได้ทำงานกับโจทย์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ปัญหาหมอกควัน ขยะอาหาร การลดขยะ การศึกษา ความหิวโหย ไปจนถึงความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ หลักคิดสำคัญคือ ก่อนคิดว่าจะเปลี่ยนอะไร ต้องเข้าใจให้ได้ก่อนว่าปัญหาจริงคืออะไร และใครคือคนที่ได้รับผลกระทบ เพราะ Solution ที่ดีไม่ได้เกิดจากไอเดียที่น่าสนใจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบโจทย์สถานการณ์จริงด้วย ลงมือทำ พร้อมมีคนช่วยตั้งคำถามระหว่างทาง การทำโครงการจริงย่อมมีทั้งสิ่งที่เป็นไปตามแผนและปัญหาที่คาดไม่ถึง YTL จึงมี Mentorship จากผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหาร เพื่อให้คำแนะนำ ตั้งคำถาม และช่วยให้แต่ละทีมพัฒนาโครงการอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันผู้เข้าร่วมต้องติดตามความก้าวหน้าของตัวเองทุกเดือน ตั้งแต่ภาพรวมโครงการ สิ่งที่ทำสำเร็จ ปัญหาที่พบ วิธีแก้ไข ไปจนถึงแผนงานในเดือนถัดไป จุดนี้ทำให้การลงมือทำไม่ได้เป็นเพียง ทำโครงการให้เสร็จ แต่เกิดวงจรของ ลงมือทำ เห็นผล ทบทวน ปรับ และเดินหน้าต่อ ซึ่งช่วยพัฒนาทั้งตัวโครงการและวิธีคิดของคนที่รับผิดชอบไปพร้อมกัน จากหนึ่งโครงการ สู่ความรู้ที่คนรุ่นต่อไปใช้ต่อได้ เป้าหมายของ YTL ไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างโครงการต้นแบบด้านความยั่งยืน แต่ยังให้ความสำคัญกับการรวบรวม Best Practices และ Lessons Learned จากประสบการณ์จริง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นชุดองค์ความรู้และแนวทางที่สามารถส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป หรือนำไปขยายผลในระดับหน่วยธุรกิจและระดับเครือฯ สิ่งที่คนหนึ่งได้เรียนรู้จากการลงพื้นที่ แก้ปัญหา หรือทดลอง Solution จึงไม่จำเป็นต้องจบลงพร้อมกับโครงการ แต่สามารถกลายเป็นต้นทุนความรู้สำหรับการสร้างโครงการที่ดีขึ้นในอนาคต ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ต้องได้ลงมือทำจริง การพัฒนาผู้นำด้านความยั่งยืน ไม่ควรหยุดอยู่แค่การให้ความรู้ แต่ต้องเปิดโอกาสให้ได้ คิด ลงมือทำ และเรียนรู้จากโจทย์จริง YTL จึงใช้โครงการด้านความยั่งยืนเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ฝึกสร้างการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การทำความเข้าใจปัญหา พัฒนาแนวทางแก้ไข รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการทดลองทำและติดตามผล เพราะการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการได้ลงมือสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง
อ่านเพิ่มเติม
เปลี่ยนพนักงานให้เป็นกระบอกเสียงขององค์กร
16 ต.ค. 2569
3
0
แชร์
Employee Voice เมื่อเรื่องราวขององค์กร ถูกเล่าผ่านเสียงของคนใน ในยุคที่ทุกคนสามารถเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ได้ การสื่อสารเรื่องราวขององค์กรไม่จำเป็นต้องมาจากช่องทางทางการเพียงอย่างเดียว เพราะพนักงานเองก็สามารถเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ช่วยถ่ายทอดเรื่องราว วัฒนธรรม และคุณค่าขององค์กรออกไปได้ แต่การสร้าง Employee Voice ไม่ใช่เพียงการชวนพนักงานมาโพสต์หรือทำคอนเทนต์ สิ่งสำคัญคือการทำให้พนักงานเข้าใจสิ่งที่องค์กรต้องการสื่อสาร มีทักษะในการถ่ายทอด และรู้จักใช้เสียงของตัวเองอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ นี่คือแนวคิดเบื้องหลัง C.P. SUPER KOL โครงการจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย CPLI ที่พัฒนาพนักงานให้เป็นกระบอกเสียงขององค์กร ผ่านการเรียนรู้ทักษะการสื่อสาร การสร้างคอนเทนต์ และการถ่ายทอดค่านิยมองค์กรในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย พร้อมสร้างเครือข่ายพนักงานจากหลากหลายกลุ่มธุรกิจให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรร่วมกัน จาก Employee สู่ Employee Voice ต้องเริ่มจากการ เข้าใจ ก่อน เล่า การเป็นกระบอกเสียงที่ดีไม่ได้เริ่มจากการมีกล้องดี พูดเก่ง หรือมีผู้ติดตามจำนวนมาก แต่เริ่มจากการ เข้าใจเรื่องที่ต้องการสื่อสารก่อน พนักงานต้องเข้าใจทั้งค่านิยม วัฒนธรรม และตัวตนขององค์กร แล้วจึงนำสิ่งเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริงของตัวเอง เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวที่คนอื่นเข้าใจและรู้สึกเชื่อมโยงได้ C.P. SUPER KOL จึงไม่ได้กำหนดให้ทุกคนเล่าเรื่องในรูปแบบเดียวกัน แต่เปิดพื้นที่ให้เรื่องราวมีความหลากหลาย ตั้งแต่ ชีวิตการทำงาน นวัตกรรม ไปจนถึงความยั่งยืน ขณะเดียวกันก็เชื่อมโยงกลับมาที่ค่านิยมขององค์กร และแปลงแนวคิดเหล่านั้นให้กลายเป็นเรื่องราวหรือพฤติกรรมที่จับต้องได้ เพราะค่านิยมองค์กรจะมีความหมายมากขึ้น เมื่อคนไม่ได้เพียง จำได้ แต่สามารถ มองเห็น เชื่อมโยง และเล่าผ่านประสบการณ์จริงของตัวเองได้ ทักษะการสื่อสาร ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่ฝึกฝนได้ หลายคนอาจคิดว่าการเป็น KOL ต้องเป็นคนพูดเก่ง กล้าแสดงออก หรือทำคอนเทนต์เป็นอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริง การสื่อสารและการเล่าเรื่องเป็นทักษะที่สามารถพัฒนาได้ C.P. SUPER KOL จึงออกแบบการเรียนรู้ให้พนักงานได้ทั้งเรียนรู้จาก Influencer และผู้มีประสบการณ์ ฝึกสร้างคอนเทนต์ ลงมือผลิตและเผยแพร่จริง รวมถึงเรียนรู้ผ่านโจทย์และการแข่งขัน เมื่อได้ลงมือทำจริง พนักงานไม่ได้เรียนรู้เพียงวิธีถ่ายคลิปหรือใช้ Social Media แต่ยังได้ฝึกคิดว่า จะทำเรื่องยากให้เข้าใจง่ายได้อย่างไร จะเล่าเรื่องให้กระชับและน่าสนใจอย่างไร และจะทำให้สิ่งที่สื่อสารสร้างคุณค่าให้กับคนดูได้อย่างไร จากพนักงานที่อาจไม่เคยทำคอนเทนต์เกี่ยวกับงาน จึงสามารถค่อย ๆ พัฒนาความกล้า ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการสื่อสารที่นำกลับไปใช้กับการทำงานด้านอื่นได้เช่นกัน Employee Voice ที่ดี ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ การมีพื้นที่และเครื่องมือในการสื่อสาร หมายความว่าพนักงานมีโอกาสส่งเสียงได้ไกลขึ้น แต่ยิ่งเสียงไปได้ไกลเท่าไร ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่สื่อสารก็ยิ่งสำคัญขึ้น การเป็น KOL จึงไม่ได้วัดจากยอด Like ยอด View หรือจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึง ความถูกต้อง ประโยชน์ของเนื้อหา และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้รับสาร แนวคิดของ C.P. SUPER KOL จึงให้ความสำคัญกับการเป็น Ethical KOL ที่สื่อสารข้อมูลอย่างถูกต้อง ใช้ทักษะการเล่าเรื่องเพื่อส่งต่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ และสร้างอิทธิพลเชิงบวกต่อคนรอบข้างและสังคม เพราะในโลกที่ใครก็สามารถสร้างคอนเทนต์ได้ สิ่งที่ทำให้ เสียง หนึ่งมีคุณค่า ไม่ใช่แค่มีคนได้ยินมากแค่ไหน แต่คือ สิ่งที่พูดออกไปมีความน่าเชื่อถือและสร้างประโยชน์ได้มากแค่ไหน จากเสียงของพนักงาน สู่เครือข่ายเสียงขององค์กร หัวใจของ Employee Voice ไม่ใช่การทำให้พนักงานทุกคนกลายเป็น Influencer แต่คือการสร้าง คนที่เข้าใจองค์กร มีทักษะในการสื่อสาร และรู้ว่าจะใช้เสียงของตัวเองสร้างคุณค่าอย่างไร เมื่อพนักงานจากหลากหลายธุรกิจได้มาเรียนรู้ ทดลองทำ Mission และทำกิจกรรมร่วมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาทักษะของแต่ละคน แต่ยังช่วยสร้างเครือข่าย C.P. SUPER KOL ที่สามารถแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และช่วยกันถ่ายทอดเรื่องราวขององค์กรผ่านมุมมองและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน การสื่อสารจึงไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเป็นข้อความที่ส่งออกจากส่วนกลางเพียงทางเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการถ่ายทอดค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรผ่านเรื่องราวจริงของตัวเอง กระบอกเสียงที่ทรงพลังขององค์กร อาจไม่ใช่เสียงที่ดังที่สุด แต่คือเสียงจากคนข้างในที่เข้าใจองค์กร เล่าเรื่องได้อย่างจริงใจ และสื่อสารอย่างรับผิดชอบ เมื่อเสียงเหล่านี้เชื่อมต่อกัน ก็สามารถช่วยให้ค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรถูกส่งต่อผ่านคนจริง ๆ ในองค์กรได้อย่างเป็นธรรมชาติ
อ่านเพิ่มเติม
สร้างคนให้กล้าคิด สร้างพื้นที่ให้ไอเดียเติบโต
16 ต.ค. 2569
8
0
แชร์
นวัตกรรมเริ่มได้จากคนในองค์กร พนักงานที่อยู่ใกล้กับงาน ลูกค้า และปัญหาทางธุรกิจ มักมองเห็นทั้ง Pain Point และโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในการทำงาน แต่การมีไอเดียเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โครงการ CP Exponential Surge จากเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย CPLI จึงเป็นพื้นที่ให้พนักงานจากหลากหลายกลุ่มธุรกิจนำไอเดียมาพัฒนา เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของธุรกิจและสร้างนวัตกรรมจากภายในองค์กร หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการค้นหาไอเดียที่ดีที่สุด แต่คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้พนักงานกล้าคิด กล้าทดลอง และมีโอกาสพัฒนาไอเดียให้ไปไกลกว่าเดิม ไอเดียที่ดี ต้องผ่านกระบวนการพัฒนา CP Exponential Surge ไม่ได้เปิดพื้นที่ให้พนักงานเพียงนำเสนอไอเดีย แต่ให้แต่ละทีมพัฒนาโครงการ ผ่านการคัดเลือก นำเสนอ รับข้อเสนอแนะ และกลับไปปรับปรุง ก่อนนำเสนออีกครั้งต่อผู้บริหารระดับสูง กระบวนการนี้ทำให้ Feedback กลายเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา ไม่ใช่เพียงคำตัดสินว่าไอเดียใดผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ช่วยให้เจ้าของไอเดียกลับไปคิดให้ลึกขึ้น ทั้งในด้านปัญหาที่ต้องการแก้ ความเป็นไปได้ และคุณค่าที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจ เพราะการส่งเสริมให้คนคิดสิ่งใหม่ ไม่ได้หมายถึงการเปิดพื้นที่ให้คิดอย่างเดียว แต่ต้องมี มาตรฐานและกระบวนการที่ช่วยยกระดับคุณภาพของความคิดไปพร้อมกัน จากไอเดีย ต้องไปให้ถึงการทดลองจริง อีกหลักคิดสำคัญคือ ไอเดียที่ดีไม่ควรจบอยู่บนเวทีนำเสนอ โครงการที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องนำแนวคิดไปต่อยอดและทดลองดำเนินการจริง โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจ จึงเป็นการพาพนักงานเดินทางจาก คิดไอเดีย พัฒนา รับ Feedback ไปจนถึงทดลองทำจริง ซึ่งช่วยพัฒนาทั้งตัวโครงการและคนที่อยู่เบื้องหลังโครงการไปพร้อมกัน พัฒนาคน เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงจากภายใน การพัฒนาคนไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียน แต่สามารถเกิดขึ้นผ่านโจทย์จริงที่ท้าทาย เปิดโอกาสให้พนักงานได้คิด ทดลอง เรียนรู้จาก Feedback และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของสิ่งที่ตัวเองเสนอ ขณะเดียวกันยังเป็นการนำ 6 Core Values มาสู่การลงมือปฏิบัติจริง เพราะเมื่อองค์กรต้องการให้พนักงานเป็นพลังของการเปลี่ยนแปลง สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการบอกให้คนคิดใหม่ แต่ต้องสร้างพื้นที่ กระบวนการ และโอกาสที่ทำให้ความคิดนั้นได้รับการพัฒนาและถูกนำไปทดลองจริง นี่คืออีกหนึ่งวิธีที่เราใช้พัฒนาศักยภาพของคน ควบคู่ไปกับการสร้างนวัตกรรมและการเติบโตจากภายในองค์กร
อ่านเพิ่มเติม
DNA ความดี 24 ชั่วโมง
15 ต.ค. 2569
86
0
แชร์
ตลอดระยะเวลา 36 ปี ที่ ซีพี ออลล์ มุ่งมั่นนำเสนอสินค้าคุณภาพและบริการความสะดวกแก่ทุกชุมชนภายใต้ปณิธาน Giving and Sharing ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดห่วงโซ่คุณค่า พร้อมทั้งสร้างจิตสำนึกและการมี จิตสาธารณะ ให้อยู่ใน DNA ของพนักงานภายใต้กรอบกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนผ่านแนวคิด ESG ความดี อาจมีหลายนิยาม แต่สำหรับชาวซีพี ออลล์ คือ DNA ที่หล่อหลอมให้พนักงานทุกคน พร้อมเป็นที่พึ่งให้กับทุกชุมชนตลอด 24 ชั่วโมง ซีพี ออลล์เชื่อมั่นใน คุณธรรม จากภายในของทุกคนด้วยอุดมการณ์ ความกตัญญู และพลังศรัทธาในการสร้างประโยชน์แก่ประเทศ ประชาชน และองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง อันเป็นรากฐานของวัฒนธรรมองค์กรที่มั่นคงของพวกเราชาวซีพี ออลล์จึงได้รวมพลังพนักงานกว่า 200,000 คน ขับเคลื่อน DNA ความดี 24 ชั่วโมง ที่พนักงานทุกคนได้ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ในทุกๆ วัน สิ่งดีๆ เหล่านี้อาจเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ ในแต่ละพื้นที่ แต่ซีพี ออลล์เชื่อมั่นว่า เมื่อปลูกฝังให้กลายเป็น DNAขององค์กร เมื่อรวมกันแล้ว จะกลายเป็นคุณค่าต่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร ให้สามารถเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนและมีความสุข จากความเชื่อมั่นใน คุณค่าเชิงบวก สู่การประกาศเจตนารมย์ซีพี ออลล์ ขอขับเคลื่อนองค์กรแห่งธรรมาภิบาล ผ่านการประกาศทิศทางนโยบายบรรษัทภิบาล 2024 ผนึกกำลังพนักงาน , Store Business Partner (SBP) และคู่ค้า ร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรแห่งธรรมาภิบาลตลอดห่วงโซ่คุณค่า คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย DNA ความดี 24 ชั่วโมง ตอกย้ำการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล พร้อมเคียงข้างชุมชนด้วยพลังความดี เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมแห่งคุณธรรมและความเอื้อเฟื้ออย่างยั่งยืน จากทุกเรื่องราวความดี สู่การมอบรางวัล DNA ความดี 24 ชั่วโมงในปี 2567 ที่ผ่านมา มีเรื่องราวที่ลูกค้าได้ชื่นชมพนักงานกว่า 28,500 เรื่อง ซีพี ออลล์จึงได้จัด งานมอบรางวัล DNA ความดี 24 ชั่วโมง ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเชิดชูเกียรติและสร้างกำลังใจให้พนักงานผู้มี จิตอาสา จากทั่วประเทศ พร้อมจุดประกาย คุณค่า จากภายในขยายสู่ชุมชนและสังคมภายนอก โดยคัดเลือกเรื่องราวการทำสิ่งดีๆ ของพนักงานซีพี ออลล์ ทั้งสายปฏิบัติการร้าน สายกระจายสินค้า และสายสำนักงาน ทั้งในด้านความซื่อสัตย์ ด้านการให้ความช่วยเหลือ และการบริการเหนือความคาดหมาย เพื่อเป็นสุดยอดต้นแบบการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ การมอบรางวัลในครั้งนี้เป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้แก่พนักงานที่ทำดี นอกจากการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพนักงานในกลุ่มซีพี ออลล์แล้ว พลังแห่งการให้และแบ่งปันยังได้รับการขยายผลไปยังกลุ่มธุรกิจในเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์สังคมตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน เดินหน้าสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งความยั่งยืนจากค่านิยม 3 ประโยชน์ ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มุ่งสร้างคุณค่าให้แก่ประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงได้จัดพิธีมอบรางวัล ซีพีร้อยเรียงความดี เพื่อเชิดชูพนักงานจากกลุ่มธุรกิจในเครือฯ ผู้เป็นแบบอย่างของการทำสิ่งดีๆ และสร้างสรรค์สังคม ยกระดับวัฒนธรรมองค์กร มุ่งเปลี่ยนผ่านองค์กร สู่ศตวรรษที่ 2 ให้ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน 7-Eleven เป็นที่พึ่งชุมชน ผ่านการสร้าง ‘ชุมชนอุ่นใจ’นอกเหนือจากเรื่องราว ความดี ที่เกิดขึ้นผ่านพนักงานกว่า 200,000 คนขององค์กร และจากกว่า 15,000 สาขา ทั่วประเทศ ทำให้ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นอยู่ในทั่วทุกซอกทุกมุมของสังคม และเป็นส่วนหนึ่งในสังคม เคียงคู่คนไทยมานาวนานถึง 36 ปี จากความใกล้ชิดนี้เอง จึงเกิดเป็นการสร้างพื้นที่รอบร้านให้เป็น ชุมชนอุ่นใจ เป็นแสงสว่างและที่พึ่งชุมชนผ่านโครงการต่างๆ ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว เปิดรับแจ้งเหตุสำหรับนักท่องเที่ยว 24 ชั่วโมง ติดตั้งเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ พร้อมช่วยเหลือเหตุฉุกเฉิน จัดอบรมดับเพลิง-อพยพหนีไฟ ให้กับพนักงาน สนับสนุนพื้นที่จำหน่ายสินค้า ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมไปถึงโครงการ ชุมชนคนรักหมา 4 ขาหน้าเซเว่น ที่ร่วมกับหน่วยงานหลายภาคส่วนในแต่ละพื้นที่ เพื่อบริการทำหมันและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ส่งต่อการให้ครั้งยิ่งใหญ่ กับกองทุน บุญนิธิแสตมป์เซเว่นฯ นอกเหนือจาก ชุมชนอุ่นใจ ซีพี ออลล์ยังได้เชิญชวนลูกค้าร่วมกันเป็นสะพานในการ ส่งต่อความดีโดยการเปิดโอกาสให้ลูกค้าร้าน 7-Eleven บริจาคแสตมป์ที่ได้รับจากการซื้อสินค้าทั้งช่องทาง Offline และ Onlineโดยนำเงินจากมูลค่าแสตมป์ของลูกค้า มาบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสังคม ชุมชนในรูปแบบของ กองทุน บุญนิธิแสตมป์เซเว่นเพื่อสาธารณกุศล 77 จังหวัด โดยได้นำเงินดังกล่าวไปช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสและโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร อาทิ ส่งมอบมื้ออาหารกลางวันให้น้องๆ นักเรียนในพื้นที่ห่างไกล การปรับปรุงห้องน้ำในโรงเรียนที่ขาดแคลน 77 จังหวัดทั่วประเทศ เป็นต้น
อ่านเพิ่มเติม
เมื่อโลกธุรกิจจริง กลายเป็นห้องเรียนของคนรุ่นใหม่
16 ต.ค. 2569
8
0
แชร์
โจทย์จริง ทำให้การเรียนรู้ไปไกลกว่าการหาคำตอบ ความรู้จากห้องเรียนเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่เมื่อต้องนำมาใช้กับโลกธุรกิจจริง ผู้เรียนต้องคิดมากกว่าการหาคำตอบที่ ถูก เพราะยังต้องตอบให้ได้ว่า ไอเดียนั้นแก้ปัญหาอะไร ตอบโจทย์ธุรกิจหรือไม่ และสามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ใน CP CUP โครงการจาก เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยฝ่ายทรัพยากรบุคคลเครือฯ ร่วมกับสถาบันผู้นำฯ เวทีที่เปิดโอกาสให้นักศึกษานำความรู้และไอเดียมาพัฒนาเป็น Solution เพื่อแก้โจทย์ธุรกิจจริงของเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อค้นหาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ และค้นหาแนวคิดทางธุรกิจที่ตอบโจทย์องค์กร จุดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันว่าใครมีไอเดียดีที่สุด แต่คือ การนำโจทย์ที่องค์กรมีอยู่จริง มาเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และพัฒนาคน อย่าให้แค่โจทย์ แต่ต้องให้เห็น บริบทของโจทย์ด้วย การคิด Solution จากข้อมูลบนกระดาษ กับการได้เห็นว่าธุรกิจทำงานจริงอย่างไร ย่อมทำให้เห็นโจทย์ในมุมที่แตกต่างกัน CP CUP จึงไม่ได้มีเพียง Business Case และการนำเสนอผลงาน แต่เชื่อมการแก้โจทย์เข้ากับการเยี่ยมชมและเรียนรู้จากธุรกิจจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังโจทย์ ทั้งรูปแบบธุรกิจ กระบวนการทำงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ถูกนำมาใช้จริง เมื่อได้เห็นบริบทจริง ผู้เรียนจึงสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนในมหาวิทยาลัยเข้ากับการปฏิบัติ และนำสิ่งที่พบกลับมาทบทวนและพัฒนา Solution ให้มีความเป็นไปได้ทางธุรกิจมากขึ้น ให้ผู้เรียนเป็นเจ้าของกระบวนการคิด CP CUP เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิด พัฒนาแผนธุรกิจ และนำเสนอแนวทางของตัวเองต่อคณะกรรมการ ระหว่างทาง ผู้เรียนต้องใช้ทักษะหลายด้านไปพร้อมกัน ตั้งแต่การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น การบริหารเวลา ไปจนถึงภาวะผู้นำ ขณะที่การประเมินไม่ได้มองเพียงตัวแผน แต่ครอบคลุมทั้ง ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และการนำเสนอ โจทย์ธุรกิจหนึ่งโจทย์จึงไม่ได้ฝึกเพียงความสามารถในการ คิดแผน แต่กลายเป็นพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ทดลองใช้ทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานจริงหลายด้านพร้อมกัน จากห้องเรียน สู่โลกธุรกิจและการเรียนรู้ระดับนานาชาติ การเรียนรู้จะกว้างขึ้นอีก เมื่อผู้เรียนไม่ได้หยุดอยู่แค่การคิด Solution แต่มีโอกาสออกไปเห็นว่าโลกธุรกิจจริงกำลังทำอะไร และบริบทอื่นแตกต่างจากสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคยอย่างไร CP CUP จึงต่อยอดการเรียนรู้ จากห้องเรียนสู่โลกธุรกิจจริง จากแนวคิดสู่การลงมือปฏิบัติ และจากการแข่งขันในประเทศสู่การเรียนรู้ระดับนานาชาติ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ชนะได้ศึกษาธุรกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในประเทศจีน เพื่อเปิดมุมมองและนำสิ่งที่ได้เรียนรู้กลับมาต่อยอด Solution ของตัวเอง ตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีกและอุตสาหกรรมอาหาร ไปจนถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์และ AI การได้สัมผัสสิ่งที่เกิดขึ้นจริงช่วยให้คนรุ่นใหม่มองเห็นทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในโลกธุรกิจ ขณะเดียวกัน การเรียนรู้จากบริบทที่แตกต่างยังช่วยให้เห็นว่า Solution ที่เหมาะกับพื้นที่หนึ่ง อาจต้องปรับ เมื่อผู้คน ตลาด และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ทำให้การเรียนรู้ไม่ได้หยุดอยู่ที่การแก้โจทย์ แต่ขยายไปสู่การคิดและทำงานในบริบทที่กว้างขึ้น เปลี่ยน โจทย์ของธุรกิจ ให้เป็น โอกาสในการพัฒนาคน การพัฒนาคนไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ธุรกิจเองก็สามารถเป็นพื้นที่การเรียนรู้ได้ เริ่มจากนำโจทย์จริงมาให้คิด เปิดโอกาสให้ผู้เรียนพัฒนาแนวทางด้วยตัวเอง พาไปเห็นบริบทและการทำงานจริง แล้วนำสิ่งที่พบกลับมาต่อยอดความคิด กระบวนการนี้ช่วยให้ผู้เรียนเชื่อมความรู้เข้ากับการปฏิบัติ พร้อมพัฒนาทักษะจากการลงมือทำจริง ขณะที่องค์กรก็ได้เห็นทั้งศักยภาพของคนรุ่นใหม่และแนวคิดใหม่ ๆ ที่สามารถนำมาต่อยอดกับโจทย์ทางธุรกิจได้ บางครั้ง การสร้างพื้นที่เรียนรู้ อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการสร้างหลักสูตรใหม่ แต่เริ่มจากการมองกลับเข้ามาในธุรกิจว่า มีโจทย์จริงอะไรที่สามารถเปลี่ยนให้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ได้บ้าง แล้วเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ลองคิด ลงมือทำ เห็นของจริง และนำสิ่งที่เรียนรู้กลับไปพัฒนาความคิดของตัวเองต่อไป
อ่านเพิ่มเติม
ทำดี 9 วิธีง่ายๆ จากเรื่องราวในโลกจริง เปลี่ยนโลกได้จริง
29 ก.ย. 2569
14
0
แชร์
9 วิธีทำดี ที่คุณก็ทำได้วันนี้ การทำดีเป็นการกระทำที่สร้างประโยชน์และคุณค่าทั้งต่อผู้ทำและผู้รับ โดยสามารถทำได้หลากหลายวิธี ตั้งแต่การพัฒนาตนเองให้มีทักษะที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม การปฏิบัติตนด้วยความซื่อสัตย์และมีน้ำใจ การเคารพในความแตกต่างของผู้อื่น การช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่า การมีจิตบริการ รวมไปถึงการใส่ใจต่อสิ่งรอบตัว ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการทำดีที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ทันที และช่วยสร้างสังคมที่น่าอยู่ให้กับทุกคน บทความนี้เราจะมาแชร์ 9 วิธีทำดีง่าย ๆ ที่คุณเองก็ทำได้ตั้งแต่วันนี้ พร้อมตัวอย่างจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง และทำให้โลกใบนี้มีความหมาย น่าอยู่ยิ่งกว่าเดิม 1.เรียนรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น การเรียนรู้วิธีปฐมพยาบาล ไม่ใช่หน้าที่ของแพทย์ พยาบาล หรือใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่คุณเองก็สามารถทำดีได้ด้วยการเรียนรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นการห้ามเลือดเมื่อมีบาดแผล รับมือกับอาการหน้ามืด เป็นลม รวมถึงฝึกใช้เครื่องมือที่มีอยู่ตามสาธารณะอย่างเครื่อง AED (Automated External Defibrillator) หรือเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ เมื่อเกิดเหตุพบผู้มีอาการหัวใจหยุดเต้นหรือหยุดหายใจกะทันหัน ขั้นตอนการช่วยชีวิตและวิธีการใช้เครื่อง AED จาก สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ในชีวิตจริงมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง และหลายครั้งที่ผู้รับบทบาทช่วยเหลือนั้นมักเป็นคนทั่วไป หรือแม้กระทั่งพนักงานขายของในเซเว่นฯ ซึ่งเราจะเห็นได้ตามสื่อเป็นประจำอย่างเคสการทำดีช่วยเหลือลูกค้าหน้ามืดเป็นลมจนดีขึ้น การปฐมพยาบาลให้ลูกค้าที่มีอาการลมชัก หรือการรีบเข้าช่วยเหลืออุบัติเหตุรถชนใกล้เซเว่นฯ เพราะเหตุที่ใกล้ตัวและเกิดขึ้นได้แบบกะทันหัน การเรียนรู้วิธีปฐมพยาบาลติดตัวไว้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการทำดี ที่จะช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ รวมถึงรับมือกับเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับคุณเองได้ในอนาคต พนักงานเซเว่นทุกคนจึงได้รับการอบรมให้ความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น CPR และการใช้ AED 2.เรียนรู้การใช้ถังดับเพลิง การเรียนรู้วิธีใช้ถังดับเพลิง เป็นส่วนหนึ่งของการทำดี ที่เราจะได้ช่วยเหลือผู้คนอย่างถูกต้อง ปลอดภัย ลดโอกาสการสูญเสียในวงกว้างทั้งสิ่งมีชีวิตและทรัพย์สิน จากเหตุไฟไหม้ที่มักเกิดขึ้นแบบไม่คาดฝัน ไม่ว่าจะมาจากไฟฟ้าลัดวงจร ลืมปิดแก๊ส จุดธูปไหว้พระ และอีกมากมายหลายเหตุ การจะดับเพลิงนั้นเป็นสิ่งที่ดี ที่เราสามารถทำได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องรอนักดับเพลิง หากเราเรียนรู้วิธีดับอย่างถูกต้อง ซึ่งหลายองค์กรก็มักจะมีการอบรมการใช้งานถังดับเพลิงในบริษัทให้กับพนักงาน รวมถึงเซเว่นฯ ที่แม้จะเป็นร้านสะดวกซื้อ แต่ก็ยังมีการติดตั้งถังดับเพลิงภายในร้านและอบรมการใช้ถังดับเพลิงให้กับพนักงานที่ร้านด้วย เพื่อเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า หรือชุมชนรอบๆ ร้านเซเว่นฯ พนักงานร้านจะได้เข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที ไม่วายที่จะมีเหตุให้ได้ใช้ทักษะนี้อยู่บ่อยครั้ง เช่น เหตุการณ์พนักงานเซเว่นฯเข้าช่วยดับไฟไหม้ป่าข้างชุมชน หรือดับไฟรถยนต์ลูกค้าที่มาเข้าใช้บริการ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้แม้จะรู้สึกว่าคงไม่เกิดขึ้นกับตนได้ง่าย แต่เมื่อถึงเวลาที่เกิดขึ้นมา การมีสติและความรู้ที่พร้อมตั้งรับก็จะช่วยให้เราทุกคนปลอดภัย เป็นการเริ่มต้นทำดีง่าย ๆ ที่คุณก็เป็นคนดีของสังคมได้ ตั้งแต่ตอนนี้เลย 3.ไม่เก็บของของผู้อื่นมาเป็นของตน การเป็นคนซื่อสัตย์ รู้ผิดชอบ ไม่เอาของของคนอื่นมาเป็นของตนเอง เป็นการทำดีแบบพื้นฐานที่เราสามารถตระหนักและปฏิบัติได้ทันที โดยไม่ต้องสอนกัน แม้จะมีหลายบททดสอบเกิดขึ้นในสังคมชวนให้พลั้งเผลอ เช่น เจอกระเป๋าเงินตก คนลืมมือถือบนโต๊ะอาหาร หรือเครื่องประดับที่ร่วงอยู่บนพื้น เป็นต้น แต่ถ้าเรายึดมั่นในการทำดี มีคุณธรรม ความซื่อสัตย์ในใจก็ย่อมสร้างความสุขในใจเราและผู้อื่นได้ ดังเรื่องราวที่น่าประทับใจของพนักงานเซเว่นฯ ที่เก็บแหวนเพชรคืนลูกค้าได้ ทำเอาลูกค้าซึ้งใจเป็นที่สุด เรามาอ่านความน่าใจฟูของการทำดีเคสนี้ต่อได้ที่ ชื่นชมความซื่อสัตย์ น้องเซเว่นฯ เก็บแหวนเพชร ส่งคืนถึงมือลูกค้า 4.เคารพความต่างของเพื่อนมนุษย์ การเรียนรู้ที่จะทำดีต่อกัน ให้เกียรติ ศึกษา ทำความเข้าใจ ยอมรับในความต่างของเพื่อนมนุษย์ไม่ว่าจะด้านร่างกาย ศาสนา ความเชื่อ วัฒนธรรม ชาติพันธุ์นั้นเป็นสิ่งที่เราทุกคนพึงกระทำ เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจและเรียนรู้ที่จะปฏิบัติทำดีต่อกันอย่างเหมาะสม สร้างความสุขให้แก่ตัวเราและคนรอบข้างแม้ไม่รู้จักกันได้ ยกตัวอย่างกรณีพนักงานเซเว่นฯให้พื้นที่ลูกค้ามุสลิมได้ละหมาดและทานข้าวบริเวณร้านเพราะในปั๊มไม่มีสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา เหตุนี้ได้สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าจนได้นำเรื่องราวดี ๆ มาเล่าต่อบนช่องทาง TikTok ก่อให้เกิดความเข้าใจอันดี ความรู้สึกที่ดีต่อกันแม้ต่างศาสนา สร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น 5.ช่วยเหลือผู้ที่ดูแลตนเองไม่ได้ การช่วยเหลือผู้ที่ดูแลตนเองไม่ได้ เป็นการทำดีรูปแบบหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจของผู้ช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการพยายามช่วยเหลือผู้สูงอายุเดินข้ามถนน จัดหาน้ำขนมให้ผู้สูงอายุ หรือแม้กระทั่งช่วยคนหลงทางให้กลับมาอยู่ในอ้อมกอดของคนในครอบครัวได้อีกครั้ง นับว่าเป็นการทำดีเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งคุณเองก็สามารถทำได้เลยตั้งแต่วันนี้ 6.ฝึกตัวเองให้เป็นคนช่างสังเกต การทำดีด้วยการฝึกตนให้เป็นคนช่างสังเกต รู้จักสอดส่อง ตั้งคำถามในสิ่งที่หลายคนอาจจะมองข้ามนั้น นับว่าเป็นพฤติกรรมที่ดีและมีประโยชน์อย่างหนึ่ง หากเราเลือกใช้ความช่างสังเกตนี้ในทางที่ถูกต้อง ดังเช่นเหตุการณ์ 2 สาวเซเว่นฯร่วมมือกับพลเมืองดี ช่วยเหลือเด็กจากแก๊งลักพาตัวให้กลับมาสู่ครอบครัวได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดจากที่พนักงานสังเกตเห็นความผิดปกติของเด็กที่ดูหวาดระแวงและร้องไห้ จึงได้สอบถามกับเด็กและช่วยให้รอดพ้นได้ที่สุด การรู้จักสังเกตเช่นนี้นับว่าเอามาใช้ได้อย่างถูกต้อง เป็นประโยชน์และก่อให้เกิดผลดีมีคุณค่า มีความหมายกับทั้งตนเองและผู้อื่น 7.เรียนรู้การบริการด้วยใจ การบริการด้วยใจ คือการทำดีที่ง่ายมาก หากคุณคือคนหนึ่งที่ทำงานสายบริการ ซึ่งการบริการด้วยใจนั้นต้องมาจากทัศนคติที่ดี อยากให้ผู้รับบริการได้สิ่งที่ดีกลับไป โดยไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน ซึ่งตัวอย่างดี ๆ จากการบริการที่ดีก็มีให้เห็นมากมายในสังคม เช่น การอาสาไปส่งสินค้าให้ลูกค้าด้วยตนเอง หรือการตั้งใจทำกาแฟเพราะอยากให้ลูกค้าได้กินของอร่อย การทำดีด้วยใจที่รักในบริการแบบนี้ไม่ได้เป็นแค่การสร้างประสบการณ์ที่ดีของผู้รับเท่านั้น แต่ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับตัวเราและองค์กรให้เป็นที่จดจำได้อีกด้วย ผู้จัดการร้านเซเว่นทุกคน จึงได้รับการอบรม Service Mindset For Leader เพื่อการดูแลลูกค้าด้วยใจที่จริงจัง 8.หลบทางให้รถพยาบาลบนท้องถนน อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกวัน การที่เราต้องใช้ถนนร่วมกับผู้คนเราต้องตระหนักถึงการขับขี่ให้ปลอดภัย ขณะที่ถ้ามีรถพยาบาลหรือกู้ภัยขับมาอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราทำดีได้ทันทีคือการขับหลบรถพยาบาลให้ถูกต้องตามกฎ เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้กับผู้ที่อยู่บนรถพยาบาล วิธีการขับรถหลีกทางให้รถพยาบาลฉุกเฉินที่ถูกต้อง จาก ขับขี่ปลอดภัย by DLT หลายต่อหลายครั้งเหตุการณ์แบบนี้ก็ได้สร้างวีรบุรุษบนท้องถนน จนได้รับคำชื่นชมเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม เช่นเดียวกับไรเดอร์พนักงานเซเว่นฯ ท่านหนึ่ง ที่นอกจากจะขับขี่ปลอดภัยแล้ว ยังช่วยขับรถเปิดทางให้กู้ภัย จนสามารถส่งผู้ป่วยเส้นเลือดสมองตีบถึงโรงพยาบาลได้ทันเวลา เหตุการทำดีนี้ทำให้เขาได้รับคำชมยกย่องจากกู้ภัยและผู้คนมากมาย อ่านความน่าประทับใจต่อได้ที่นี่ กู้ภัยสุดปลื้ม ไรเดอร์เซเว่นฯฯ ขับมอเตอร์ไซด์เปิดทางให้รถกู้ภัยฉุกเฉิน นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ฉะนั้น ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงไซเรนรถพยาบาลก็อย่าลืมขับหลบให้ถูกต้อง เพื่อเป็นการเซฟชีวิตตนเองและคนที่รักของใครซักคนให้มีชีวิตรอดปลอดภัยด้วยนะ 9.เมตตาต่อสัตว์โลก แม้ว่าสัตว์จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่พูดไม่ได้ แต่ก็มีความรู้สึกเจ็บ มีความรู้สึกกลัว รักชีวิตเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ การที่เราอ่อนโยน ช่วยเหลือ ใจดีกับสัตว์โลกก็เป็นการทำดีที่คุณก็สามารถทำได้ง่ายและทำได้ทันที เช่น ให้อาหารนก เล่นกับสุนัข ช่วยชีวิตลิงที่โดนรถชน ช่วยตามหาเจ้าของ แมวที่บาดเจ็บ หรืออื่น ๆ อีกมากมาย เป็นการกระทำที่ใจดีต่อสัตว์ และช่วยให้สภาพแวดล้อมในสังคมน่าอยู่ยิ่งขึ้น แถมยังอิ่มใจจากการช่วยเพื่อนร่วมโลกให้อยู่อย่างปลอดภัย ไร้อันตรายอีกด้วย จาก 9 วิธีทำดีที่เราหยิบยกมาแนะนำ พร้อมตัวอย่างเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงสุดน่าประทับใจ คงจะทำให้คุณรู้สึกใจฟู เข้าถึงความหมายและคุณค่าของการทำดี ที่ทำให้สังคมนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ถ้าคุณพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนโลกให้สดใส และส่งต่อรอยยิ้มให้กับทุกคนแล้ว เรามาเริ่มทำดีไปด้วยกันง่าย ๆ ตั้งแต่วันนี้กันนะ :)) ทำความดี ตอบคำถามความดี การทำดี หมายความว่าอะไร? การทำดี คือ การช่วยเหลือ หรือการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ก่อให้เกิดคุณค่ากับตนเองและส่วนรวม ที่ทำให้ทั้งผู้ทำดี และผู้ที่รับความดีนั้นมีความสุข ทำดีได้ดีมีจริงไหม? การทำความดีนั้น สิ่งที่ได้ดีกลับมาอย่างทันที ก็คือความสุขในจิตใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่นให้มีความสุข ปลอดภัย มีช่วงเวลาและชีวิตที่ดี นี่เรียกได้ว่าเป็นผลตอบแทนของความดีที่เห็นได้อย่างชัดเจน การทำดีมีประโยชน์อย่างไรต่อตัวเราเอง? การทำดีมีประโยชน์ต่อตัวเราเอง สร้างความสุขและความพึงพอใจจากภายใน (Helper’s High) ลดความเครียดและความวิตกกังวล สร้างความภาคภูมิใจในตนเอง พัฒนาทักษะทางสังคมและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำดีตาม ทำให้เกิดวงจรแห่งความดีงาม ส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี สร้างความรู้สึกมีคุณค่าและมีความหมายในชีวิต DNA ความดี 24 ชั่วโมง คืออะไร?DNA ความดี 24 ชั่วโมง คือสิ่งที่ CP ALL ตั้งใจปลูกฝังเรื่องของการทำความดี ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทุกคนในองค์กร เริ่มต้นด้วยเรื่องราวความดีเล็ก เพื่อกลายเป็นคุณค่าต่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร ให้สามารถเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนและมีความสุข
อ่านเพิ่มเติม
เมื่อ AI เก่งขึ้น ผู้นำต้องเก่งอะไร?
16 ต.ค. 2569
3
0
แชร์
AI ช่วยคิดได้ แต่ผู้นำยังต้องเป็นคนตัดสินใจ เมื่อ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล มองแนวโน้ม และสร้างทางเลือกได้มากขึ้น ความท้าทายของผู้นำจึงไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ว่า จะใช้ AI อย่างไร แต่ต้องรู้ว่า เรื่องไหนควรให้ AI ช่วย และเรื่องไหนยังต้องอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์ แนวคิดสำคัญของ Transformative Leader Program (TLP) หลักสูตรพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงของ CPLI คือการสร้าง Bionic Leaders ผู้นำที่สามารถผสานเทคโนโลยีในการขยายขีดความสามารถของมนุษย์ มอง AI เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพของผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตัดสินใจแทน โดยสิ่งที่ยังคงเป็นบทบาทสำคัญของมนุษย์คือ Values, Judgment, Ethics และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ มองให้ไกลขึ้น แต่ตัดสินใจด้วยวิจารณญาณ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ผู้นำต้องสามารถมองเห็นความเป็นไปได้หลายทาง และพร้อมปรับกลยุทธ์เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป AI สามารถเข้ามาช่วยขยายมุมมอง วิเคราะห์ข้อมูล ความเสี่ยง และทางเลือกต่าง ๆ เพื่อให้ผู้นำเห็นภาพรอบด้านขึ้น แต่ข้อมูลไม่ได้ตัดสินใจแทนคน ผู้นำยังต้อง ตีความ เลือกทิศทาง และรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง หัวใจจึงอยู่ที่การแยกให้ออกว่า อะไรคือ AI Insight และอะไรต้องใช้ Human Judgment ใช้ AI พัฒนาคน โดยไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ เมื่อ AI เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารและพัฒนาคน เรื่องความไว้วางใจยิ่งสำคัญ AI สามารถช่วยให้ผู้นำมองเห็นข้อมูลเกี่ยวกับจุดแข็ง จุดที่ควรพัฒนา หรือช่วยสนับสนุนการวางแผนพัฒนารายบุคคลได้ แต่การ Coaching การให้ Feedback และการเข้าใจความต้องการของแต่ละคน ยังคงต้องอาศัย Empathy และวิจารณญาณของผู้นำ ผู้นำจึงต้องรู้ทั้ง ศักยภาพและขอบเขตของ AI รวมถึงระวังเรื่อง Bias ความโปร่งใส และผลกระทบต่อความไว้วางใจของคนในทีม ใช้เทคโนโลยีเร่งการเปลี่ยนแปลง แต่ให้คนเป็นผู้เลือก AI ยังสามารถเป็นตัวช่วยให้ผู้นำมองการเปลี่ยนแปลงได้รอบด้านขึ้น ตั้งแต่การทำความเข้าใจแรงต้านและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไปจนถึงการช่วยขยายไอเดียและมองหาโอกาสใหม่ ๆ แต่การมีไอเดียจำนวนมากไม่ได้แปลว่าจะเกิดนวัตกรรม สิ่งสำคัญคือ Human Judgment ที่ใช้เลือก ตัดสิน และพัฒนาไอเดียให้เชื่อมโยงกับกลยุทธ์และสร้างคุณค่าได้จริง ขณะเดียวกัน ผู้นำต้องสร้างพื้นที่ให้ทีมกล้าทดลอง เรียนรู้จากสิ่งที่ไม่เป็นไปตามแผน และนำบทเรียนกลับมาปรับปรุง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีเปลี่ยน แต่หัวใจของการเป็นผู้นำยังอยู่ที่คน แนวคิดการพัฒนาผู้นำของ TLP จึงไม่ใช่การทำให้ผู้นำใช้ AI ได้มากที่สุด แต่คือ การรู้ว่าจะผสานความสามารถของ AI เข้ากับจุดแข็งของมนุษย์อย่างไร AI ช่วยให้เรามองได้ไกลขึ้น วิเคราะห์ได้เร็วขึ้น และเห็นทางเลือกได้มากขึ้น แต่การกำหนดทิศทาง การเข้าใจคน การตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม และการรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ยังคงเป็นหน้าที่ของผู้นำ เพราะในวันที่เทคโนโลยีเก่งขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ผู้นำต้องพัฒนา ไม่ใช่แค่ความสามารถในการใช้ AI แต่คือความสามารถในการใช้ AI โดยไม่สูญเสีย Human Judgment และความเป็นมนุษย์
อ่านเพิ่มเติม
พัฒนาผู้นำจากภายใน สู่การแสดงออกอย่างมืออาชีพ
16 ต.ค. 2569
4
0
แชร์
ความเป็นผู้นำ ไม่ได้สะท้อนผ่านผลงานเพียงอย่างเดียว เมื่อพูดถึงการพัฒนาผู้นำ เรามักให้ความสำคัญกับความสามารถในการบริหารงาน บริหารคน หรือการตัดสินใจ แต่ในการทำงานจริง วิธีสื่อสาร การวางตัว บุคลิกที่แสดงออก และ ภาพลักษณ์ภายนอกก็มีผลต่อความเชื่อมั่นและความเป็นมืออาชีพของผู้นำไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเมื่อต้องพบปะผู้คนหลากหลายระดับ นำเสนอในที่ประชุม ทำงานร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทาย สิ่งที่ผู้นำแสดงออกล้วนสะท้อนทั้งตัวผู้นำและภาพลักษณ์ขององค์กร CPLI จึงพัฒนา Smart Talent Program: Inner Strength, Outer Style ภายใต้แนวคิด การพัฒนาบุคลิกภาพผู้นำแบบองค์รวม ที่ไม่ได้มองเพียงเรื่องการแต่งกายหรือภาพลักษณ์ภายนอก แต่ให้ความสำคัญกับ "ความพร้อมจากภายใน" (Inner Strength) และ "การแสดงออกอย่างเหมาะสม" (Outer Style) เพื่อให้ผู้นำสามารถสื่อสาร วางตัว ทำหน้าที่ได้อย่างมั่นใจและเป็นมืออาชีพในหลากหลายสถานการณ์ Inner Strength สร้างความพร้อมจากภายใน ความมั่นใจของผู้นำไม่ได้หมายถึงการพูดเก่งหรือโดดเด่นกว่าคนอื่น แต่คือการรู้ว่าควรคิด สื่อสาร และวางตัวอย่างไรให้เหมาะกับคนและสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายและกดดัน ผู้นำต้องสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนอย่างมีสติ เรียบเรียงความคิด ตัดสินใจอย่างรอบคอบ และสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจ การพัฒนาทักษะเหล่านี้จึงไม่ควรหยุดอยู่แค่การฟังหรือจดจำหลักการ แต่ต้องเปิดโอกาสให้ได้ ทดลองและฝึกฝนจริง ผ่านการเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ การจำลองสถานการณ์ (Role Play) และการฝึกปฏิบัติ เพื่อให้ได้ลองรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ก่อนนำกลับไปใช้ในการทำงานจริง Outer Style ภาพลักษณ์ที่ดี ต้องเหมาะกับตัวเราและสถานการณ์ การพัฒนาบุคลิกภาพภายนอก คือการเข้าใจว่าสิ่งที่เราแสดงออกกำลังสื่อสารอะไรกับคนรอบข้าง ตั้งแต่การแต่งกาย การแต่งหน้า การจัดทรงผม ไปจนถึงท่าทางและการวางตัว ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารที่ช่วยเสริมความมั่นใจ และทำให้ภาพลักษณ์สอดคล้องกับบทบาทและสถานการณ์ เช่นเดียวกับ มารยาททางสังคมและมารยาทบนโต๊ะอาหาร ซึ่งอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อต้องพบปะลูกค้า คู่ค้า ผู้บริหาร หรือผู้คนจากหลากหลายบริบท การรู้ว่าควรวางตัวอย่างไร ช่วยให้สามารถสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมชาติมากขึ้น บุคลิกภาพภายนอกจึงไม่ใช่เรื่องของ ความสวยงาม เพียงอย่างเดียว แต่เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้นำแสดงบทบาทของตัวเองได้อย่างเหมาะสมและเป็นมืออาชีพ จาก รู้ว่าควรทำอย่างไร สู่ ทำได้จริง การพัฒนาบุคลิกภาพก็เหมือนกับทักษะอื่น ๆ เพราะการรู้หลักการ ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถทำได้ทันที เราอาจรู้ว่าควรสื่อสารอย่างมั่นใจ แต่เมื่ออยู่ในสถานการณ์กดดันจริง จะเรียบเรียงความคิดและตอบสนองอย่างไร หรืออาจรู้ว่าควรวางตัวอย่างมืออาชีพ แต่เมื่อต้องเข้าสังคมในบริบทที่ไม่คุ้นเคย จะเลือกแสดงออกอย่างไรให้เหมาะสม การเรียนรู้เชิงปฏิบัติจึงมีบทบาทสำคัญ โดยใช้แนวทาง เรียนรู้ ทดลอง ฝึกฝน และนำไปใช้จริง เพื่อให้ผู้เรียนไม่ได้เพียง รู้ แต่เกิดความคุ้นเคยและสามารถนำทักษะเหล่านั้นออกมาใช้ได้เมื่อเจอสถานการณ์จริง แนวทางนี้ช่วยเปลี่ยนเรื่องบุคลิกภาพจากสิ่งที่อาจถูกมองว่าเป็น เรื่องเฉพาะบุคคล ให้กลายเป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาได้ เช่นเดียวกับทักษะด้านอื่นของการเป็นผู้นำ ผู้นำที่ดี ต้องพัฒนาทั้งภายในและภายนอก หัวใจของการพัฒนาบุคลิกภาพผู้นำแบบองค์รวม ไม่ใช่การสร้างภาพหรือเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนอื่น แต่คือการทำให้ สิ่งที่อยู่ภายในและสิ่งที่แสดงออกภายนอกสอดคล้องกัน ความรู้ ความสามารถ และการตัดสินใจที่ดี คือรากฐานสำคัญของผู้นำ ขณะเดียวกัน การสื่อสาร การวางตัว และภาพลักษณ์ที่เหมาะสม ก็ช่วยให้ความสามารถเหล่านั้นถูกถ่ายทอดออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของหลักสูตรที่ต้องการพัฒนาทั้งภาพลักษณ์ที่เป็นมืออาชีพ การรับมือสถานการณ์ท้าทาย และการสื่อสารที่สร้างความไว้วางใจ บุคลิกภาพที่ดีไม่ใช่การเปลี่ยนให้เราเป็นคนอื่น แต่คือการรู้จักตัวเอง เข้าใจบริบท และเลือกแสดงออกให้เหมาะสมกับบทบาท เมื่อความแข็งแรงจากภายในและการแสดงออกภายนอกไปด้วยกัน ผู้นำก็จะสามารถถ่ายทอดศักยภาพที่มีออกมาได้อย่างเต็มที่ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนรอบข้างและเป็นตัวแทนขององค์กรได้อย่างมืออาชีพ
อ่านเพิ่มเติม
ไปยังหน้า
1
1
2