เข้าสู่ระบบ

อีเมล / Username

รหัสผ่าน

​

ยังไม่มีบัญชี?


เข้าระบบด้วยบัญชี

google
line

สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Leadership Institute)

มุ่งพัฒนาผู้นำภายใต้ปรัชญา “ผู้นำต้องสร้างผู้นำ” ผ่านการเรียนรู้แบบ Action Learning ที่เปิดโอกาสให้ลงมือบริหารงานจริง ถอดบทเรียน และต่อยอดเป็นองค์ความรู้ เพื่อสร้างผู้นำที่ “เก่ง ดี และมีพลัง” พร้อมสร้างสรรค์นวัตกรรมและขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล
CPLI

CPLI

สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์

Empowering Leaders, Shaping the Future: Cultivating the CP DNA of Excellence. สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ ขับเคลื่อนด้วยปรัชญา "ผู้นำต้องสร้างผู้นำ" เพื่อบ่มเพาะบุคลากรให้มีจิตวิญญาณผู้ประกอบการที่ "เก่ง ดี และมีพลัง" เราโดดเด่นด้วยการเรียนรู้แบบ Action Learning ที่มอบอำนาจการตัดสินใจให้ผู้เรียนได้ลงมือบริหารงานจริง ถอดบทเรียน และต่อยอดเป็นองค์ความรู้ เป้าหมายสูงสุดของเราคือการติดอาวุธทักษะแห่งอนาคตให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลก เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล

About BusinessBusiness Line

บทความล่าสุด

ดูทั้งหมด
การสร้างผู้นำด้วยประสบการณ์จริง

การสร้างผู้นำด้วยประสบการณ์จริง

การพัฒนาผู้นำด้วยการเรียนรู้แบบ Action Learning การพัฒนาผู้นำไม่ใช่เพียงการเติมความรู้หรือทักษะ แต่ต้องเปิดโอกาสให้คนได้ ลงมือทำ ตัดสินใจ แก้ปัญหา และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะหลายทักษะของการเป็นผู้นำไม่สามารถเรียนรู้ได้จากทฤษฎีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นเมื่อได้เผชิญกับสถานการณ์จริง นี่คือแนวคิดสำคัญในการออกแบบ หลักสูตรพัฒนาผู้นำของ CPLI ที่มุ่งพัฒนาผู้นำให้มีทัศนคติความเป็น เถ้าแก่ รู้รอบ กล้าคิด กล้าทำ มีวินัย มีคุณธรรมและความซื่อสัตย์ โดยใช้การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงเป็นหัวใจ เพื่อให้คนเติบโตจากประสบการณ์ และพร้อมรับผิดชอบธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต 70-20-10 เมื่อการลงมือทำกลายเป็นห้องเรียนที่สำคัญที่สุด CPLI ออกแบบการเรียนรู้โดยใช้แนวทาง 70-20-10 เพื่อให้การพัฒนาผู้นำไม่แยกออกจากการทำงานจริง แต่เกิดขึ้นไปพร้อมกับการทำงาน 70% เรียนรู้จากการลงมือทำจริงผู้เข้าร่วมเรียนรู้ผ่านโครงการจริงในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ตั้งแต่ตั้งเป้าหมาย วางกลยุทธ์ ลงมือทำ แก้ปัญหา และรับผิดชอบผลลัพธ์ เช่น การเข้าไปบริหารหน้าร้าน ทำให้ได้เรียนรู้ธุรกิจในภาพรวมมากกว่าการรับผิดชอบเพียงงานย่อยบางส่วน 20% เรียนรู้จากผู้อื่นผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนแนวคิดและประสบการณ์กับเพื่อนร่วมทีม ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และสปอนเซอร์ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ พร้อมรับคำแนะนำกลับไปพัฒนาการทำงาน 10% เติมความรู้และทักษะที่จำเป็นเรียนรู้ผ่านหลักสูตร กิจกรรม และองค์ความรู้ที่สกัดจากประสบการณ์จริงของหลากหลายกลุ่มธุรกิจ เพื่อเติมเครื่องมือและมุมมองที่สามารถนำกลับไปใช้กับการทำงานได้ ลงมือทำแล้ว ต้องกลับมาทบทวน ประสบการณ์เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ทำให้คนพัฒนามากเพียงพอ หากไม่มีโอกาสกลับมาทบทวนว่า ทำอะไรไป ผลเป็นอย่างไร อะไรได้ผล อะไรยังไม่สำเร็จ และครั้งต่อไปจะทำให้ดีขึ้นอย่างไร หลักสูตรจึงมี งานสัมมนา ให้ผู้เข้าร่วมนำเสนอเป้าหมาย กลยุทธ์ ผลการดำเนินงาน สิ่งที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จ ทีเด็ด ปัญหาที่พบ และวิธีแก้ไข พร้อมรับข้อชี้แนะจากผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำกลับไปพัฒนาการทำงานต่อ ควบคู่กับ การประเมินแบบ 360 องศาทุกเดือน จากเพื่อนร่วมทีม สปอนเซอร์และผู้ที่ทำงานร่วมกัน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเห็นพัฒนาการของตัวเองใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ความเป็นคนดี ความเป็นคนเก่ง ความเป็นผู้นำ และการยึดมั่นในค่านิยม 6 ประการของเครือ เติมประสบการณ์ที่หน้างานอาจให้ไม่ได้ การลงมือทำเป็นหัวใจสำคัญ แต่บางความรู้และทักษะจำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติม CPLI จึงออกแบบ การเรียนรู้และกิจกรรมสร้างเครือข่ายผนึกกำลัง ให้ผู้เข้าร่วมได้กลับมาเรียนรู้ร่วมกัน ผ่าน Workshop การบรรยาย การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ กรณีศึกษา กิจกรรมกลุ่ม และการจำลองสถานการณ์ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยเติมทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การนำเสนอและสื่อสาร การสร้างความปลอดภัยทางใจในการทำงานร่วมกัน รวมถึงทักษะอื่น ๆ ที่สามารถนำกลับไปใช้กับงานจริงได้ ขณะเดียวกัน การสร้างเครือข่ายก็ไม่ได้มีไว้เพียงให้ผู้นำ รู้จักกัน แต่ทำให้เกิด การเรียนรู้จากกัน เพราะบางครั้งคำตอบของปัญหาที่เรากำลังเจอ อาจอยู่ในประสบการณ์ของคนจากอีกทีมหรืออีกธุรกิจหนึ่ง สร้างระบบการเรียนรู้แบบ Lifelong Learning การพัฒนาคนไม่ควรหยุดเมื่อจบหลักสูตร แต่ต้องมีพื้นที่ให้กลับมาเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ CPLI จึงมีบันทึกและเผยแพร่วิดีโอจากการสัมมนาและการประชุม เพื่อให้สามารถกลับมาศึกษาย้อนหลัง รวมถึงทีมงาน ที่นำประสบการณ์และบทเรียนจากการทำงานจริงมาสกัดและเรียบเรียงเป็นองค์ความรู้ที่เข้าใจง่าย เพื่อให้สามารถค้นหา เรียนรู้ และนำกลับไปใช้ได้เมื่อต้องการ เพราะท้ายที่สุด การพัฒนาผู้นำไม่ได้วัดจากว่า เรียนไปมากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่า สิ่งที่เรียนรู้ถูกนำกลับไปใช้และสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากแค่ไหน เมื่อการเรียนรู้เกิดขึ้นควบคู่กับการลงมือทำ การทบทวน และการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ในแต่ละวันก็สามารถกลายเป็นบทเรียนที่ช่วยให้คนเติบโต พร้อมรับผิดชอบทั้งคน งาน และธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นในอนาคต

16 ต.ค. 2569

เปลี่ยนประสบการณ์ของคน สู่ความรู้ขององค์กร

เปลี่ยนประสบการณ์ของคน สู่ความรู้ขององค์กร

ผู้นำจะเปลี่ยน Tacit Knowledge ให้กลายเป็นองค์ความรู้ที่ส่งต่อได้อย่างไร? ทุกองค์กรมีคนที่มากด้วยประสบการณ์จากการทำงานจริง ผ่านทั้งความสำเร็จ ความผิดพลาด การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา จนเกิดเป็น Tacit Knowledge หรือความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคล ทั้งเทคนิคในการทำงาน วิธีที่ได้ผล และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่ความรู้เหล่านี้ไม่ควรจบอยู่กับคนเพียงคนเดียว สิ่งสำคัญคือการนำประสบการณ์กลับมาทบทวนและสกัดว่า อะไรคือสิ่งที่ทำได้ผล มีทีเด็ดอะไร เคยผิดพลาดตรงไหน และมีบทเรียนอะไรที่ควรส่งต่อ ซึ่งเป็นหัวใจของ Knowledge Management (KM) ที่เปลี่ยนความรู้ของบุคคลให้เป็นองค์ความรู้ที่ผู้อื่นสามารถเรียนรู้ นำไปใช้ และต่อยอดได้ ผู้นำไม่ได้มีหน้าที่แค่สร้างผลงาน แต่ต้องสร้างคนและส่งต่อความรู้ ในหลักสูตรพัฒนาผู้นำของ CPLI ผู้เข้าร่วมที่รับบทบาทเป็น เถ้าแก่ จะได้เรียนรู้จากการทำธุรกิจจริง ตั้งแต่รับเป้าหมาย วางกลยุทธ์ ลงมือทำ ตัดสินใจ แก้ปัญหา ไปจนถึงรับผิดชอบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แต่การเรียนรู้ไม่ได้จบลงเมื่อธุรกิจสร้างผลลัพธ์ ทุก 3 เดือน เถ้าแก่จะต้องกลับมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น และส่งมอบองค์ความรู้คืนสู่องค์กร โดยแบ่งบทเรียนออกเป็น 2 ประเภท บทเรียนจากความสำเร็จ (Success Lesson) ถอดสิ่งที่ทำสำเร็จออกมาให้เห็นว่า ทำอย่างไร อะไรคือวิธีหรือเทคนิคสำคัญ และคนอื่นจะนำไปใช้ต่อได้อย่างไร บทเรียนจากข้อผิดพลาด (Failure Lesson) ถอดปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมวิธีป้องกันหรือแก้ไข เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดแบบเดิมซ้ำ เพราะการเล่าว่า เกิดอะไรขึ้น ยังไม่ใช่องค์ความรู้ สิ่งสำคัญคือการสกัดให้ได้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นสอนอะไรเรา และคนอื่นจะนำบทเรียนนี้ไปใช้ต่อได้อย่างไร 7 ขั้นตอน เปลี่ยนประสบการณ์ให้เป็นองค์ความรู้ CPLI ออกแบบกระบวนการจัดการความรู้ตั้งแต่ประสบการณ์ของคน ไปจนถึงการนำความรู้กลับไปใช้จริง ผ่าน 7 ขั้นตอน Experience: เริ่มจากประสบการณ์จริงมองหาบทเรียนจากความสำเร็จ ความผิดพลาด การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำงานจริง Capture: สกัดสิ่งที่ได้เรียนรู้ค้นหาวิธีคิด วิธีทำ เทคนิค หรือบทเรียนสำคัญที่ซ่อนอยู่ในประสบการณ์นั้น Categorize: จัดหมวดหมู่ความรู้จัดองค์ความรู้ตามหมวดหมู่ เพื่อให้ง่ายต่อการสร้างองค์ความรู้ การค้นหา และการนำไปใช้ Create: เรียบเรียงให้น่าเรียนรู้เปลี่ยนบทเรียนจากหน้างานให้เป็นเนื้อหาที่คนอื่นอ่านแล้วเข้าใจทั้งที่มา วิธีทำ และสิ่งที่ได้เรียนรู้ Check: ตรวจสอบคุณภาพทบทวนด้วย 4 คำถามสำคัญ คือ ถูกต้องไหม น่าสนใจไหม เข้าใจง่ายไหม และนำไปใช้ได้จริงไหม Share: ส่งต่อความรู้เผยแพร่องค์ความรู้ผ่านระบบ CPLI Learning Space เพื่อให้คนในองค์กรเข้าถึงและเรียนรู้ได้ Impact: นำไปใช้และต่อยอดเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การมีความรู้เก็บไว้ในระบบ แต่คือการทำให้คนเรียนรู้ นำไปใช้ และสร้างผลลัพธ์ใหม่จากความรู้นั้น องค์ความรู้ที่ดี ต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพ CPLI มีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพก่อนเผยแพร่ โดย Mentor ช่วยทบทวนความครบถ้วนและความถูกต้องของเนื้อหา ก่อนส่งต่อให้ KM Committee ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจากแต่ละกลุ่มธุรกิจ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนด ทั้งวิธีการ ผลลัพธ์ และการนำไปประยุกต์ใช้ หากยังไม่ผ่านเกณฑ์ จะมีข้อเสนอแนะเพื่อนำกลับไปปรับปรุง กระบวนการนี้ช่วยให้ KM ไม่ใช่เพียง เรื่องเล่าจากประสบการณ์ แต่เป็น องค์ความรู้ที่มีคุณภาพและคนอื่นนำไปใช้ต่อได้จริง ทำอย่างไรให้การส่งต่อความรู้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง? การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแค่บอกให้ทุกคนแบ่งปันความรู้ แต่ต้องมีระบบที่ทำให้การทบทวน สกัด และส่งต่อความรู้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ CPLI จึงกำหนดรอบการส่งมอบ KM ทุกไตรมาส พร้อมสนับสนุนตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การให้ความรู้เรื่อง KM วิธีสกัดบทเรียน เกณฑ์การพิจารณา ขั้นตอนการส่งผ่านระบบ ไปจนถึงการจัดช่วงทบทวนและตอบคำถามให้กับเถ้าแก่ Mentor และ KM Committee ปัจจุบันมีองค์ความรู้มากกว่า 10,000 เรื่อง ในระบบ เพื่อให้บุคลากรและเถ้าแก่รุ่นต่อไปสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานของตนเอง เพราะคุณค่าของ KM ไม่ได้อยู่ที่ว่า องค์กรเก็บความรู้ไว้ได้มากแค่ไหน แต่อยู่ที่ความรู้เหล่านั้น ถูกส่งต่อและนำไปใช้ประโยชน์ได้มากแค่ไหน เมื่อประสบการณ์ของคนหนึ่งคนกลายเป็นบทเรียนให้คนอีกหลายคนได้เรียนรู้ คนรุ่นต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่สามารถนำองค์ความรู้ที่มีไปต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น และทำให้ความรู้เติบโตไปพร้อมกับคนและองค์กร

30 ก.ย. 2569

ออกแบบ Learning Platform อย่างไร ให้ความรู้เดินทางได้ครบวงจร

ออกแบบ Learning Platform อย่างไร ให้ความรู้เดินทางได้ครบวงจร

เมื่อ Knowledge Journey อยู่คนละระบบ ระบบการเรียนรู้ที่ดี ไม่ได้มีหน้าที่เพียงนำ Content มาให้คนเรียน แต่ควรช่วยให้ องค์ความรู้เดินทางได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่คนที่สร้างความรู้ ไปจนถึงคนที่นำความรู้นั้นไปใช้ เดิมการบริหารองค์ความรู้ของโครงการเถ้าแก่มีการทำงานข้ามระหว่าง 2 ระบบ ผู้เข้าร่วมส่งมอบองค์ความรู้ (KM) ผ่าน CPG Connect เครื่องมือสื่อสารและการทำงานร่วมกันภายในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ขณะที่การเผยแพร่และเรียนรู้องค์ความรู้อยู่บน CPLI Learning Space ระบบจัดการการเรียนรู้ของ CPLI ทำให้ผู้ใช้งานอาจเกิดความสับสน และทีมบริหารองค์ความรู้ต้องดาวน์โหลดไฟล์จากระบบหนึ่ง เพื่อนำมาอัปโหลดอีกระบบหนึ่ง CPLI จึงกลับมาตั้งโจทย์ใหม่ว่า จะทำอย่างไรให้การสร้าง ตรวจสอบ ประเมิน เผยแพร่ และเรียนรู้องค์ความรู้ เชื่อมต่อกันได้ใน Platform เดียว ออกแบบจาก Journey ไม่ใช่แค่เพิ่มฟีเจอร์ แทนที่จะมองเพียงว่าระบบต้องมีพื้นที่สำหรับ Upload Content แต่ CPLI เริ่มจากการมอง Journey ขององค์ความรู้ทั้งกระบวนการ ว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้างและแต่ละคนต้องทำอะไร จากแนวคิดนี้จึงเกิดการพัฒนาเมนู User Create Content (UCC) บน CPLI Learning Space เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างและส่งมอบ KM ได้โดยตรง พร้อมรองรับกระบวนการตรวจสอบและอนุมัติจากผู้เกี่ยวข้องก่อนเผยแพร่ ทำให้เส้นทางของ KM ตั้งแต่ สร้าง ส่งมอบ ตรวจสอบ ประเมิน อนุมัติ ไปจนถึงเผยแพร่ สามารถดำเนินต่อกันภายในระบบเดียว ลดการส่งต่อข้อมูลระหว่างระบบและลดขั้นตอนการทำงานของทีมงาน เชื่อมทุก Stakeholder ให้อยู่ใน Workflow เดียวกัน การทำให้เป็น One Single Platform ไม่ได้หมายถึงแค่การรวมข้อมูลไว้ในที่เดียว แต่ต้องทำให้ คนที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานต่อกันได้อย่างเป็นระบบ ผู้เข้าร่วมสามารถส่ง KM ผู้เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบและให้คะแนน คณะกรรมการสามารถพิจารณาองค์ความรู้ ขณะที่ทีม Admin สามารถติดตามสถานะและนำ Content ที่ผ่านกระบวนการขึ้นเผยแพร่บน CPLI Learning Space ได้ เมื่อองค์ความรู้ถูกเผยแพร่แล้ว KM ก็ไม่ได้จบอยู่ที่การ ส่งงานสำเร็จ แต่กลับเข้าสู่ "คลังความรู้" ให้พนักงานสามารถค้นหา ศึกษา และนำองค์ความรู้นั้นไปต่อยอดได้อีกครั้ง จึงเกิดเป็นวงจรที่เชื่อม คนสร้างความรู้ คนตรวจสอบความรู้ และคนที่เข้ามาเรียนรู้ เข้าด้วยกัน เมื่อข้อมูลการเรียนรู้ เชื่อมต่อกับการประเมิน อีกส่วนสำคัญคือ ผลการตรวจและให้คะแนน KM ไม่ได้อยู่เฉพาะใน CPLI Learning Space แต่ยังเชื่อมต่อกับ PMS ซึ่งใช้ในการประเมินผู้เข้าร่วมโครงการ ข้อมูลจากกระบวนการ KM จึงสามารถเดินทางต่อไปยังอีกส่วนของการพัฒนาผู้เข้าร่วมได้ โดยไม่ต้องจบลงเป็นข้อมูลแยกส่วนในแต่ละระบบ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีหลายระบบที่ทำงานได้ดี แต่คือการออกแบบให้แต่ละระบบและ Stakeholder เชื่อมต่อกันตาม Journey เดียวกัน จาก LMS สู่ Learning Knowledge Ecosystem บทเรียนจากการพัฒนา UCC สะท้อนว่า การยกระดับ LMS ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำถามว่า ระบบควรมีฟีเจอร์อะไรเพิ่ม? แต่อาจเริ่มจากการมองว่า ผู้ใช้งานต้องเดินผ่านกระบวนการอะไร และตรงไหนที่เราสามารถทำให้ Journey นั้นง่ายและต่อเนื่องขึ้นได้? เมื่อออกแบบจาก Journey เทคโนโลยีจึงไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อลดขั้นตอน แต่ช่วยเชื่อม คน กระบวนการ ข้อมูล และองค์ความรู้ ให้ทำงานต่อเนื่องกัน จากระบบที่มีไว้สำหรับการเรียนรู้ จึงค่อย ๆ พัฒนาไปสู่ Learning Knowledge Ecosystem ที่ทำให้องค์ความรู้เดินทางได้ครบวงจร ตั้งแต่การสร้าง ตรวจสอบ ประเมิน เผยแพร่ จนกลับมาเป็นแหล่งเรียนรู้ให้คนในองค์กรต่อไป

16 ต.ค. 2569

บทเรียนที่ดีที่สุด คือ บทเรียนจากคนที่ลงมือทำจริง
✦ Real Experience
✦ Endless Learning & Ideas
✦ Grow Together

ติดต่อเรา

facebookinstragramtiktokyoutube

รับข่าวสารเว็บไซต์

แผนที่

บริษัท พัฒนาผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์
313 ชั้น 25 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10500

© 2026 All rights reserved. Developed by Leadership Development, Charoen Pokphand Group Co., Ltd.